ทางเลือกอาชีพ!! เลี้ยงกบบ่อดิน แบบฉบับไร่พอเพียงตามรอยพ่อ ตัวอย่างที่ดีสู่ความสำเร็จ

loading...
 
ทางเลือกอาชีพ!! เลี้ยงกบบ่อดิน แบบฉบับไร่พอเพียงตามรอยพ่อ ตัวอย่างที่ดีสู่ความสำเร็จ

กบเป็นสัตว์น้ำอีกชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ ด้วยคุณค่าทางโภชนาการและรสชาติไม่แพ้สัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ ปัจจุบันนับได้ว่าอาชีพการเพาะเลี้ยงกบ เป็นอีกหนึ่งอาชีพสร้างรายได้ที่งดงาม ปัจจัยและองค์ประกอบที่สำคัญ นำทางสู่ความสำเร็จนั้นย่อมมาจากความขยัน ความอดทน ความเอาใจใส่ รวมไปถึงการจัดการวางแผนระบบการเลี้ยง เช่นเดียวกับเกษตรกรคนเก่งรายนี้ คุณสุรพินโญ พลาพล หรือ อาจารย์โย ที่มุมานะจนสำเร็จสมความตั้งใจ

เส้นทางของอาจารย์กว่าจะมีวันนี้ มาจากความชอบความสนใจส่วนตัวล้วน ๆ ไม่ได้มีพื้นฐานความรู้ทางด้านการเกษตรเลย “ลงทุนครั้งแรกใช่ว่าจะได้กำไร นี่คือความจริงที่ต้องยอมรับสภาพให้ได้”

อาจารย์ย้อนถึงครั้งแรกที่เริ่มลงทุนเลี้ยงกบเมื่อ 7 ปีก่อน แต่ก็ต้องพลาดท่าเสียทีให้กับความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เจอปัญหาความไม่แข็งแรงของลูกพันธุ์ การจัดการที่ยังไม่ดีพอ ก่อนนำความผิดพลาดเหล่านั้นมาเป็นบทเรียน สะสมเป็นประสบการณ์ และนำมาแก้ไขปรับปรุงการเลี้ยงกบในครั้งต่อ ๆ ไป “ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติ เราก็จะชนะธรรมชาติ”

อาจารย์โยพลิกกระดานเรียนรู้ใหม่ ด้วยการสังเกตธรรมชาติของกบกว่า 1 ปี จนเริ่มเข้าใจและจับทางการเลี้ยงที่ถูกต้องและมีรูปแบบเฉพาะตัวได้ นั่นคือการเลี้ยงกบในบ่อดินอย่างมืออาชีพ ระบบการเลี้ยงของอาจารย์โยจะเน้นแนวความคิดของพ่อหลวงที่ต้องอาศัยความเกื้อกูลกัน ภายในฟาร์มจะต้องมีบ่อเลี้ยงปลากินพืชและบ่อเลี้ยงปลากินสัตว์ เพื่อเป็นการพักน้ำ

สำหรับเกษตรกรที่ใช้น้ำบาดาลเพื่อการเลี้ยงกบ จำเป็นต้องทยอยสูบน้ำเข้าบ่อปลากินพืช ให้ปลากินพืชบำบัดน้ำให้ก่อน เนื่องจากน้ำบาดาลมีค่าเป็นกรดด่างค่อนข้างสูง จึงจำเป็นต้องมีการพักน้ำก่อนนำไปเลี้ยงกบ ส่วนบ่อปลากินเนื้อมีไว้เพื่อกำจัดกบตายระหว่างการเลี้ยง น้ำเขียวจากบ่อกบ แทนที่จะปล่อยทิ้งสามารถเติมกลับเข้าไปในบ่อเลี้ยงปลากินพืช หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้อีกเป็นการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ การเลี้ยงกบระบบนี้ อาจารย์โยการันตีได้ว่าไม่มีขาดทุน มีแต่ได้กำไร ซึ่งกำไรจะมากจะน้อย ขึ้นอยู่กับราคา การจัดการและกำลังการลงทุน ในแต่ละรอบของเกษตรกร

การเตรียมบ่อดิน

อาจารย์โยบอกว่าบ่อดินเลี้ยงกบของที่ฟาร์มจะขุดสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 1 งาน ขุดลึกประมาณ 1.5 เมตร คันบ่อสูงอย่างน้อย 60 เซนติเมตร และกั้นด้วยตาข่ายเพื่อป้องกันกบกระโดดออกจากบ่อเลี้ยง และป้องกันศัตรูจากภายนอกไม่ให้เข้าไปทำร้ายกบได้ มีหลังคาคลุมบ่อเลี้ยงอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเนื้อที่บ่อ หลังคาจะช่วยบดบังแสงแดดและป้องกันไม่ให้กบตกใจ หลังจากการสร้างบ่อเสร็จ ให้ใช้ปูนขาวและปูนโดโลไมท์ 50 กิโลกรัม โรยให้ทั่วบ่อเพื่อปรับสภาพดินให้เป็นกลางและฆ่าเชื้อโรคในบ่อ จากนั้นตากบ่อให้แห้ง 7-15 วัน จึงเติมน้ำที่ระดับหัวเข่าหรือประมาณ 30-50 เซนติเมตร การใช้น้ำที่ระดับความลึกดังกล่าวเป็นการสร้างอุณหภูมิในน้ำเลียนแบบธรรมชาติ หลอกกบให้รีบพัฒนาการตัวเองจากลูกอ๊อดไปเป็นลูกกบได้เร็ว ทำให้กบมีอัตรารอดสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ และภายในบ่อควรมีการจัดเตรียมผักบุ้งไว้สำหรับเป็นที่ยึดเกาะและหลบซ่อนของลูกกบ

(*ล้อมกรอบ) ข้อควรคำนึงในการสร้างบ่อเลี้ยงกบ
ก่อนการเริ่มสร้างบ่อดินเลี้ยงกบ เกษตรกรผู้สนใจควรคำนึงถึงปัจจัยสำคัญดังต่อไปนี้
1. ควรอยู่ใกล้บ้านและสะดวกต่อการดูแล
2. อยู่ใกล้แหล่งน้ำที่มีคุณภาพดี เพียงพอตลอดการเลี้ยง
3. เป็นพื้นที่สูงหรือที่ดอนเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม
4. ห่างไกลจากแหล่งชุมชนหรือบริเวณที่มีเสียงอึกทึกรบกวน
5. อยู่ใกล้แหล่งจำหน่ายอาหารกบ
6. สะดวกในการจับจำหน่าย
7. บ่อควรลึกไม่ต่ำกว่า 1 เมตร
8. มีตาข่ายล้อมรอบบ่อมิดชิดเพื่อป้องกันกบหลบหนี
9. มีตาข่ายกันนก

การเตรียมน้ำ

จากการเฝ้าศึกษาด้วยตนเอง อาจารย์โยได้ข้อสรุปว่ากบเป็นสัตว์รักความสะอาด “น้ำ” ที่ใช้ในการอนุบาลหรือเลี้ยงกบจึงต้องสะอาดและเหมาะสม ยิ่งเป็นการเลี้ยงกบในบ่อดินด้วยแล้ว ยิ่งต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ซึ่งอาจารย์โยมีเทคนิคน่าสนใจ คือ เติมน้ำเข้าบ่อประมาณ 30-50 เซนติเมตร แล้วตามด้วยปูนขา 20 กิโลกรัม ละลายน้ำก่อนสาดให้ทั่วบ่อ เพื่อเป็นการปรับค่า ph ตามด้วยการเทกากน้ำตาล 20 กิโลกรัมลงไปในบ่อ สังเกตสีของน้ำ หากเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลให้ใส่จุลินทรีย์ที่ได้จากการหมักเองหรือซื้อจากร้านค้าลงไปตามอัตราส่วนข้างฉลาก ระหว่างเลี้ยงเน้นการเปลี่ยนถ่ายน้ำและใส่จุลินทรีย์เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำ 2-3 ครั้งต่อรอบการเลี้ยง

การคัดเลือกพันธุ์กบ

loading...

นอกจากความรู้ในเรื่องการเตรียมบ่อที่ดี สิ่งสำคัญที่สุดในการเลี้ยงกบให้ประสบความสำเร็จคือเทคนิคการคัดเลือกสายพันธุ์กบที่ดี ซึ่งอาจารย์โยใช้วิธีคัดกบที่สมบูรณ์แข็งแรงเก็บไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ รวมทั้งซื้อพ่อแม่พันธุ์จากที่อื่นมาเก็บไว้ เมื่อมีพ่อแม่พันธุ์ที่ดีอีกทั้งหลากหลาย จะสามารถพัฒนาสายพันธุ์ด้วยเทคนิคการผสมไขว้สายพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันอาจารย์โยใช้เทคนิคนี้จนลูกกบที่ผลิตออกมาจำหน่ายมีลักษณะโดดเด่นในเรื่องของอัตรารอดที่สูง ทนทานต่อการเกิดโรค และมีรูปร่างสวย หนังหนา เพราะถ้ากบหนังไม่หนามากพอ ระหว่างการขนส่งจะเกิดเสียหายได้

อาจารย์โยยังฝากเตือนเกษตรกรให้หลีกเลี่ยงการใช้ฮอร์โมน “ซูพรีแฟค (suprefact)” หรือฮอร์โมนสังเคราะห์ฉีดเร่ง เพราะจะทำให้พ่อแม่พันธุ์เสื่อมประสิทธิภาพ อายุการใช้งานน้อยลง เพราะทำลายวัฎจักรชีวิตของกบ เปรียบเทียบพ่อแม่พันธุ์ของอาจารย์โยที่ไม่มีการใช้ฮอร์โมนจะมีอายุการใช้งานนาน 2-3 ปี ให้ลูกกบที่แข็งแรงเหมือนเดิม

เทคนิคอนุบาลลูกอ๊อดในบ่อดิน

เมื่อเตรียมบ่อดิน น้ำสะอาด และลูกกบพันธุ์ดีได้ตามต้องการแล้ว อาจารย์โยจะลงลูกอ๊อดอายุ 4-7 วัน จำนวน 120,000 ตัว ในบ่อดินขนาด 1 งานที่เตรียมไว้ คิดเป็นอัตราส่วน 50-70 ตัวต่อตารางเมตร ใช้ระยะเวลาประมาณ 30 วัน ลูกอ๊อดจะค่อย ๆ กลายมาเป็นลูกกบ ซึ่งในบ่อดินจะมีอาหารธรรมชาติที่ช่วยให้ลูกอ๊อดเจริญเติบโตดี ส่วนวัสดุยึดเกาะให้ลูกอ๊อดที่กลายเป็นลูกกบ อาจารย์โยจะใช้ผักบุ้งแทนการใช้แผ่นโฟมหรือยางรองเท้าที่นิยมใช้กันทั่วไป เพราะผักบุ้งจะทำให้อุณหภูมิของน้ำเย็นลง ต่างกับการใช้แผ่นโฟมหรือยางรองเท้าที่ทำให้อุณหภูมิของน้ำเพิ่มสูงขึ้น

อาหารกบในแต่ละช่วงวัย
1. การให้อาหารและขนาดเม็ดอาหาร อาจารย์โยแนะนำว่า ให้ดูคร่าว ๆ จากอายุกบ เช่น
– ระยะลูกอ๊อดจนถึงกบเล็กอายุ 5 – 35 วัน ให้กินอาหารเม็ดเล็กสุด หรือที่เรียกว่า อาหารเม็ดพิเศษ โปรตีน 40 เปอร์เซ็นต์
– กบเล็กอายุ 36 – 45 วัน ให้กินอาหารเม็ด เบอร์ 1 โปรตีน 35 เปอร์เซ็นต์
– กบรุ่นอายุ 46- 59 วัน ให้กินอาหารเม็ด เบอร์ 2 โปรตีน 35 เปอร์เซ็นต์
– กบโตอายุ 60 วัน จนถึงจับจำหน่าย ให้กินอาหารเม็ด เบอร์ 3 โปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์

การให้อาหารจะต้องค่อย ๆ ให้ เพื่อไม่ให้เม็ดอาหารอยู่ในน้ำนานเกินไปและให้ในปริมาณที่กบกินอิ่ม ไม่ให้มากเกินไป เพราะถ้ากบกินมากเกินไปจะทำให้ท้องอืดและตายได้ การเลี้ยงกบในบ่อดิน เมื่อสังเกตเห็นคุณภาพน้ำไม่ดี จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำหรือการเติมจุลินทรีย์บำบัดน้ำ เพราะกบยิ่งโต ของเสียก็จะยิ่งมากขึ้น การเลี้ยงกบรูปแบบนี้ จะใช้ระยะเวลาการเลี้ยง 2-3 เดือน จึงจะเริ่มจับขายได้ โดยตลอดการเลี้ยงจะใช้อาหารประมาณ 200 กระสอบต่อกบ 1 บ่อ

ผลผลิตต่อบ่อ

การเลี้ยงกบในบ่อดินจะได้เปรียบในเรื่องของสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับในธรรมชาติ ทำให้ลูกอ๊อดกินอาหารได้เต็มที่ แต่ยากตรงการเปลี่ยนถ่ายน้ำและการควบคุมคุณภาพน้ำ หากทำได้การเลี้ยงกบในบ่อดินก็จะไม่ใช่เรื่องยาก และให้ผลผลิตที่ดี เช่นที่ฟาร์มของอาจารย์ได้ผลผลิต 5-6 ตัน/บ่อ ขนาดกบที่จำหน่ายทั้งหมดมี 3 ขนาดด้วยกัน คือ กบเล็กขนาด 8-12 ตัว/กิโลกรัม ในบ่อจะมีอยู่ 10 เปอร์เซ็นต์ กบขนาดกลาง 5-6 ตัว/กิโลกรัม ในบ่อจะมีอยู่ 60 เปอร์เซ็นต์ และกบขนาดใหญ่ 2-4 ตัว/กิโลกรัม ในบ่อจะมีอยู่ 30 เปอร์เซ็นต์ ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 24- 30 บาท/กบ 1 กิโลกรัม กำไรที่ได้จะขึ้นอยู่กับราคาขายที่พ่อค้าคนกลางรับซื้อ แต่ไม่มีต่ำกว่ากิโลกรัมละ 40 บาท และถ้าขายปลีกเองในละแวกบ้านจะได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 80-100 บาท

ตลาดโตไม่หยุด
อาจารย์โยฝากถึงผู้ที่สนใจอาชีพการเลี้ยงกบว่า ต้องใจเย็น ๆ เนื่องจากในปีแรก ๆ จะยังไม่ได้กำไรอะไรมากนัก นอกจากได้ประสบการณ์เพื่อใช้พัฒนาฝีมือการเลี้ยงในปีต่อ ๆ ไป ผู้เลี้ยงจึงต้องตั้งใจจริง ไม่ท้อ ไม่ล้มเลิกกลางคัน เมื่อพบปัญหาต้องปรึกษาผู้มีประสบการณ์ เพื่อนำข้อมูลความรู้ไปปรับปรุง และต้องทำใจยอมรับให้ได้ในเรื่องการขาดทุนบ้างในระยะแรกหรือในบางช่วงบางปีที่ราคากบตกต่ำ ควรมีการศึกษาตลาดให้ดี ซึ่งในปัจจุบันตลาดกบยังเติบโตไปได้อีก ความต้องการบริโภคมีมากขึ้น

สำหรับเกษตรกรหรือผู้สนใจที่จะเพาะเลี้ยงกบ สามารถเข้าไปศึกษาได้ที่ ศูนย์การเรียนรู้เกษตรผสมผสานตามแนวพระราชดำริ (ไร่พอเพียงตามรอยพ่อ) ที่อยู่ 14/2 หมู่ 7 ตำบลสามพวง อำเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย เบอร์โทรศัพท์ 08-1297-2399, 08-7731-7980 ID-Line : yo25191602 E-mai:[email protected] หรือที่ www.facebook.com/surapinyo

ที่มา – เกษตรกรก้าวหน้า

loading...

Post Author: admin