เคล็ดลับปลูกมันญี่ปุ่นสู้ภัยแล้ง 95 วัน ฟันรายได้ 75,000 บาท/ไร่

loading...
 
เคล็ดลับปลูกมันญี่ปุ่นสู้ภัยแล้ง 95 วัน ฟันรายได้ 75,000 บาท/ไร่

ปัจจุบันเกษตรกรไทยประสบปัญหาเรื่องภัยแล้งอย่างมาก การปรับเปลี่ยนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้เกษตรกรประสบความสำเร็จ เกษตรกรหลายพื้นที่ได้ยกเลิกการทำนาปรัง แล้วหันมาปลูกพืชน้ำน้อยแทน เปลี่ยนการจัดการระบบน้ำ จนกลายเป็นอาชีพหลักที่สร้างรายได้แล้วหลายพื้นที่ เช่นเดียวกับเกษตรกรจากจังหวัดพิจิตรที่เปลี่ยนการปลูกข้าวนาปรังมาเป็นการปลูก “มันญี่ปุ่น” ที่ใช้น้ำน้อย ลงทุนต่ำ ขายได้กำไรงาม

คุณนงลักษณ์ สิงห์แอ้ซ์ เกษตรกรผู้ปลูกมันญี่ปุ่น บ้านเลขที่ 20/2 หมู่ 1 ตำบลลำประดา อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร (โทร. 08-2887-5539) ให้ข้อมูลว่า ตนเริ่มทำมันญี่ปุ่นมาได้เพียง 2 ปี เป็นการทำสลับกับการทำนาข้าว โดยใช้พื้นที่ 1 ไร่ในการทำแปลงมันญี่ปุ่น

ซึ่งตนได้ปลูกมันไข่อยู่แล้วจำนวน 13 ไร่ เนื่องจากทางสำนักงานเกษตรจังหวัดพิจิตรและสำนักงานเกษตรอำเภอได้ส่งเสริมให้ปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง ตนจึงทดลองปลูกมันไข่และมันญี่ปุ่นซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าการทำนา เป็นรายได้เสริมหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงนาปี แทนที่จะทำนาปรังที่ใช้น้ำเยอะ

“ตอนนี้อยู่ในช่วงเริ่มทำ ผลผลิตยังไม่มากนัก เพราะทำเพียง 1 ไร่ แต่ราคามันญี่ปุ่นมันสูงกว่าราคามันไข่เกือบ 2 เท่า จุดเริ่มความคิดที่อยากปลูกมันญี่ปุ่น คือ น้องสาว ตอนนั้นน้องสาวกลับจากทำงานที่กรุงเทพฯ ได้ซื้อมันญี่ปุ่นมาด้วยจำนวน 5 กิโลกรัม ซึ่งซื้อมาในราคา 600 บาท ถือเป็นราคามันที่สูงมาก จึงทดลองเพาะพันธุ์ เพราะคิดว่าราคาดี ขายได้ แถมยังใช้เวลาปลูกในระยะสั้น เลยลองดูว่าจะทำได้ดีเหมือนมันไข่หรือไม่”

คุณนงลักษณ์บอกว่า ช่วงเดือนพฤศจิกายนจะเป็นช่วงที่ตนเก็บเกี่ยวผลผลิตจากข้าวหอมมะลิ เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จก็จะทำการเตรียมแปลงเพื่อลงมันไข่และมันญี่ปุ่น ซึ่งการปลูกมันทั้ง 2 อย่างนี้ใช้การจัดการที่ต่างกัน โดยมันญี่ปุ่นจะต้องทำการเตรียมดินโดยการไถ่แปร ตากหน้าดินทิ้งไว้เป็นเวลา 10 วัน เมื่อครบ 10 วัน จะทำการนำต้นพันธุ์มันญี่ปุ่นมาลงปลูก โดยต้นพันธุ์ทุกต้นได้มาจากการเพาะเลี้ยงเอง ไม่ได้ซื้อมาจากแหล่งอื่น อาศัยความรู้จากการทำไร่มันไข่ มาประยุกต์ใช้ จนได้ต้นพันธุ์ที่ดี

“การเพาะต้นพันธุ์มันญี่ปุ่น จะใช้การเพาะในกะละมังก่อนเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ก่อนนำไปลงแปลงปลูก โดยใช้ดินกระสอบที่มีขายทั่วไป ใส่ลงในกะละมัง ประมาณ ครึ่งกะละมัง จากนั้นใช้หัวมันสดปักลงไปในดิน รดน้ำวันละ 1 ครั้งช่วงเย็น เมื่อครบ 2 สัปดาห์ก็จะได้ต้นพันธุ์ขนาดพอดีปลูก จึงนำไปลงแปลงได้”

loading...

ส่วนระบบน้ำของที่ไร่ จะใช้ระบบน้ำหยด ซึ่งเป็นการลดต้นทุนการใช้น้ำ ที่เดิมหากเราทำนาปรังจะต้องเสียต้นทุนค่าน้ำกว่า 6,000-7,000 บาท/ไร่ ก็จะลดลงมาที่ 800-1,000 บาท / ไร่ ประหยัดน้ำลดรายจ่ายทำให้มีรายได้มากขึ้น เรื่องปุ๋ยก็ไม่ได้ใส่มากเท่านาข้าว ต้นทุนก็ลดลงมามาก มันญี่ปุ่นจะใส่ปุ๋ยเพียง 2 ครั้ง คือใส่ในช่วงหลังจากลงแปลงปลูกแล้ว 45 วัน โดยใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 และใส่ปุ๋ยซ้ำอีกครั้งเมื่ออายุครบ 50 วัน ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 เหมือนเดิม จากนั้นรอให้อายุครบ 95 วัน ก็จะทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตส่งขายได้

“ผลผลิตมันญี่ปุ่นต่อไร่ จะได้น้อยกว่ามันไข่ หากเป็นมันไข่ 1 ไร่จะได้ผลผลิตอยู่ที่ 3 ตัน แต่มันญี่ปุ่นได้เพียง 2 ตัน เนื่องจากพื้นที่ของตนเป็นพื้นที่ดินเหนียวไม่เหมาะกับการปลูกมันญี่ปุ่นนัก บวกกับสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย แต่ก็ปลูกได้ เพราะหากปลูกมันญี่ปุ่นบนพื้นทีดินร่วนปนทราย จะมีโอกาสทำผลผลิตได้ไร่ละ 3-4 ตันเลยทีเดียว แต่ด้วยราคาที่ดีกว่ามันไข่ ผลผลิตเพียง 2 ตันก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจมากแล้ว”

ตลาดตอนนี้เปิดตลาดด้วยการขายปลีกเองเนื่องจากพึ่งเริ่มทำเพียง 1 ไร่ ทำให้มีผลผลิตเพียง 2 ตัน จึงเน้นการขายให้กับแม่ค้าขนมที่มารับประจำ หรือลูกค้าที่มีออร์เดอร์โดยตรง เพราะเพียงเท่านี้ก็ไม่พอขายแล้ว ราคาขายจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 25 บาท เฉลี่ยประมาณไร่ละ 62,500-75,000 บาท เมื่อเทียมกับมันไข่ที่ขายในราคากิโลกรัมละ 15 บาท เฉลี่ยประมาณไร่ละ 37,500-45,000บาท ถือว่าเป็นราคาที่น่าทดลองปลูกเป็นอย่างมาก อีกทั้งคุณนงลักษณ์ยังมีแปลงขยายพันธุ์มันญี่ปุ่นและมันไข่สำหรับจำหน่ายพันธุ์ ราคาก็จะขึ้นอยู่กับจำนวนของผู้มารับ ทั้งในส่วนของใบที่เหลือก็ยังสามารถขายให้กับแม่ค้าผักทอดได้อีกถือเป็นกำไรเพิ่มเติมได้อย่างดี

“มันญี่ปุ่น 1 ไร่เราสามารถปลูกได้ปีละ 2 รอบ ปี ๆ หนึ่งก็มีรายได้ 100,000 กว่าบาทจากการปลูกมันญี่ปุ่น ซึ่งรายได้ตรงนี้ก็ช่วยในเรื่องของการปลดหนี้ จนชีวิตครอบครัวดีขึ้น อนาคตต่อไปก็จะมีการขยับขยายขึ้นเรื่อย ๆ เพราะทำแล้วดี อีกทั้งเริ่มมีความชำนาญในการปลูกแล้ว ทำแล้วมีรายได้ มันก็น่าทำเพิ่ม แถมเป็นอาชีพเสริมที่สอดคล้องกับการทำนาได้เป็นอย่างดี เพราะหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตมันญี่ปุ่นเสร็จก็จะเป็นช่วงเตรียมดินเพื่อปลูกข้าวนาปีในฤดูกาลถัดไปพอดี”

คุณนงลักษณ์ยังกล่าวทิ้งท้ายอีกว่าอยากแนะนำให้เกษตรกรหันมาปลูกมันญี่ปุ่นในช่วงแล้ง หรือจะปลูกเป็นอาชีพเสริมหลังทำนาก็ได้ เพราะการทำมันญี่ปุ่นรายได้เราได้เต็ม ๆ ไม่ได้หักรายจ่ายเยอะเหมือนการทำนาข้าว เงินเหลือเต็ม หากเกษตรกรท่านใดสนใจวิธีการปลูกมันญี่ปุ่น หรือสนใจต้นพันธุ์มันไข่และมันญี่ปุ่น สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดพิจิตร โทร. 05-699-0399 หรือติดต่อคุณนงลักษณ์ สิงห์แอ้ซ์ โดยตรง โทร . 08-2887-5539…

ที่มา – เกษตรกรก้าวหน้า 

loading...

Post Author: admin