เหลือเชื่อมาก!!! เด็กคนนี้ฝันแปลกๆซ้ำๆ ชินจนไม่เหมือนฝัน วันหนึ่งเขาได้พบรูปโบราณ หน้าคล้ายกัน จากนั้นชีวิตเธอก็เปลี่ยนไปแบบนี้!!!

loading...

เรื่องมีอยู่ว่า…“อรวรรณ” ลูกศิษย์ของ “ครูก้อง” ได้เล่าเรื่องราวที่ น่าขนลุกและแทบไม่น่าเชื่อของเธอ ผ่านการเขียนของครูก้องที่เรียบเรียงออกมาได้อย่างน่าติดตาม ซึ่งขณะนี้มีทั้งหมด 5 ตอนแล้ว อรวรรณมักฝันเห็นผู้คนแปลกหน้า สถานที่เดิมๆ เหตุการณ์เดิมๆ จนกลายเป็นความคุ้นชินและรู้สึกว่ามันไม่ใช่แค่ฝัน แต่ผู้คนแปลกหน้าเหล่านั้นคือเพื่อนสนิทของเธอจริงๆ จนกระทั่งเธอได้พบรูปโบราณรูปหนึ่ง เป็นรูปถ่ายหมู่ของเด็กสาวอายุราวๆ 13 ปี และแล้วเธอก็ต้องสะดุดกับภาพนี้เพราะเธอมั่นใจว่าทุกคนในภาพคือเพื่อนในฝัน ของเธอ แถมยังมีรูปที่หน้าเหมือนเธออยู่ในนั้นด้วย เธอแน่ใจแต่ไม่สามารถพูดกับ
ใครได้ เพราะทุกคนต่างคิดว่า เธอช่างคิดช่างทำจึงทำให้ฝันถึงเหตุการณ์เดิมๆ อยู่หลายครั้ง

2-1-300x158

ในที่สุดเวลาก็นำพาให้เธอได้กลับมาเจอกับเพื่อนรักในอดีต (เมื่อราวๆ ปี 2470) เมื่อเธอเข้าไปที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา อรวรรณถึงกับสะดุ้งกับภาพที่เห็นตรงหน้า และมีเสียงแว่วดังมาว่า “อร ฉันดีใจอย่างแรง ฉันคิดถึงเธอ” และแล้วเหตุการณ์นี้เองก็ทำให้อรวรรณ ได้เรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมด

รับรองเลยว่าถ้าคุณได้อ่านเรื่องราวทั้งหมดของเธอแล้ว จะต้องขนลุกตามแน่นอน เพราะไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องข้ามภพข้ามชาติเมื่อ 80 ปีที่แล้วจะเกิดขึ้นจริง จะเป็นอย่างไรต้องติดตามให้จบ

ตอน 1 ภพชาติ…
อรวรรณ ลูกศิษย์ชั้นม.6ที่ร.ร.ผม เธอเล่าให้ฟังว่า เธอมักฝันว่าเธอมีเพื่อนหลายคนที่สนิทกันมากในอดีต แล้วเธอจะไปวิ่งเล่นกับเพื่อนสนิทเหล่านี้ที่ริมทะเลเสมอ เพื่อนๆในฝันเป็นเพื่อนชั้นประถม เธอฝันว่าวันหนึ่งไปเดินเล่นกับเพื่อนๆในงานวัดที่ไหนสักแห่ง ภาพเลือนลางจนจำไม่ได้ว่าเป็นวัดอะไร ดูเหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันนานมากแล้ว และเหมือนเธอได้ไปที่นั่นมาจริงๆ แต่เพื่อนๆเหล่านี้ไม่มีตัวตนอยู่ในชีวิต จริง เธอฝันเรื่องนี้ซ้ำๆจนจำสถานที่และหน้าเพื่อนในฝันได้ทุกคน แต่ไม่รู้ว่าเป็นทะเลที่ไหน วัดอะไร และเพื่อนเหล่านี้คือใคร ฝันบ่อยจนแปลกใจ เล่าให้แม่หรือใครๆฟัง เขาก็ว่าเธอย้ำคิดย้ำฝัน เธอจึงไม่เล่าให้ใครฟังอีก เพราะเธอจะกลายเป็นคนย้ำคิดย้ำทำหรือช่างจินตนาการ

เมื่อไม่กี่วันมานี้ พ่อเธอได้เงินโบนัสจากการทำงานก้อนหนึ่ง จึงพาครอบครัวไปเที่ยวที่จังหวัดสงขลา เธอได้เล่นน้ำทะเลที่นั่นกับน้องชาย เธอบอกว่าคล้ายกับทะเลที่เธอวิ่งเล่นกับเพื่อนๆในความฝัน แต่เธอคงจินตนาการไปเองอีกแล้วกระมัง เธอเตือนตัวเองอย่างนั้น เธอได้กินอาหารอร่อยกับครอบครัว เที่ยวสนุก เธอมีความสุขมาก
ยามค่ำคืนพ่อพาไปเดินเล่นในตัวเมือง เจอร้านถ่ายรูปร้านหนึ่งในจังหวัด เป็นร้านเก่าแก่ ดูโบราณ พ่อ

 

จึงพาครอบครัวเข้าร้านเพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ในร้านมีรูปเก่าติดข้าง ฝาหลายรูป เธอสะดุดตากับรูปๆหนึ่ง จึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆรูปนั้น เธอรู้สึกคุ้นเคยมาก เมื่อเข้าไปยืนที่รูป เธอต้องประหลาดใจกับสิ่งที่ได้เห็น ภาพเก่าโบราณสีขาว-ดำ ในกรอบไม้เก่าๆ แต่ยังอยู่ในสภาพดี มีเด็กสาวน้อย 10 คนยืนถ่ายรูปร่วมกันในร้าน เธอจำเด็กๆเหล่านั้นได้ดี
ทุกคนคือเพื่อนในความฝันของเธอเอง ใช่แน่ๆ และคนที่นั่งทางซ้ายสุด ทำไมเด็กสาวคนนั้นหน้าเหมือนเธอราวกับฝาแฝด ใต้รูปนั้นเขียนไว้ว่าถ่ายเมื่อ ปี 2470

โอ้ว….อรวรรณ….!!
นี่เธอเดินทางมาจากอดีตเพื่อกลับมาในชาตินี้อีกครั้งรึ ?

โปรดติดตามตอนต่อไป…แต่อ่านข้อความด้านล่างก่อนนะครับ !!
ครูก้อง 7 ก.ค. 58
***ถ้านับจากวันที่ถ่ายรูปจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 88 ปี แต่ดูจากรูปแล้วเด็กๆเหล่านี้น่าจะมีอายุราว12ถึง13ปี ซึ่งถ้าเด็กสาวในรูปยังมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน พวกเธอจะมีอายุราว 100 ปีพอดี….

 

2

  • ตอน 2 ภพชาติ…

อรวรรณยืนงงกับรูปที่อยู่ตรงหน้าเธอ เธอบอกว่าเธอทั้งงง ทั้งตะลึง สับสนและก็กลัวผสมปนเปกันไปจนพูดอะไรไม่ถูก เธอรีบดึงแขนพ่อกับ แม่แล้วชี้ให้ดูรูป พ่อกับแม่ตะลึงเล็กน้อย แต่ก็พากันหัวเราะและคิดว่าช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้….

” หน้าลูกโหลจริง ๆ” พ่อกระเซ้าลูกสาว…

น้องชายถามเธอว่า ” พี่อรมาถ่ายรูปไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่? ( ชื่อเล่นของเธอคือ อร )

อรวรรณไม่รู้จะบอกพ่อและแม่อย่างไรถึงเรื่องเหลือเชื่อที่เกิดขึ้น จริง สิ…เธอไม่เคยเล่าเรื่องความฝันที่ฝันซ้ำๆเรื่องนี้ให้พ่อหรือแม่ฟังอีก เลย และที่สำคัญ ใครจะไปคิดว่าเพื่อนในความฝันของเธอจะมีรูปจริงๆที่กำลังอยู่ตรงหน้าเธอใน ขณะนี้ เธอขออนุญาตพ่อและแม่เพื่ออัดรูปนี้จากร้าน โดยบอกเหตุผลว่าเธออยากเอาไปอำเพื่อนๆที่โรงเรียนว่าเธอเคยอยู่ในภาพนี้ เมื่อหลายปีมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องยากที่ร้านสมัยนี้จะสแกนหรือถ่ายแล้วอัดรูป นี้ให้เธอได้ใหม่ แต่ต้องมารับในอีก 2 วัน ซึ่งเป็นวันกลับกรุงเทพฯพอดี

อรวรรณบอกว่าเธอสับสนและกังวล..รวมทั้งกลัวอยูบ้างตลอดเวลา แต่ไม่รู้จะ บอกใคร จะตัดสินใจเล่าให้พ่อแม่ฟังอีกสักครั้ง พ่อแม่จะเชื่อเธอมั๊ย? รึคิดว่าเธอ บ้าไปรึเปล่า? สุดท้ายก็ไม่กล้าบอก ได้แต่เก็บความกังวลและประหลาดใจไว้คนเดียว…

ผมรู้สึกสงสารที่อรวรรณพูดถึงเหตุการณ์ในช่วงนั้น นี่คือเด็กคนหนึ่งที่ มีความลับสักอย่างที่อึดอัดใจ แต่ไม่กล้าเล่าให้คนในครอบครัวฟัง เพราะเกรงจะถูกกล่าวหาว่าไร้สาระหรือชอบโกหก เธอเล่าต่อว่า………
“อาจารย์ขา…พอช่วงค่ำ หนูขอไปนอนเตียงแม่ แล้วให้น้องนอนกับพ่อแทนค่ะ ” แม่ก็รู้สึกแปลกเหมือนกัน แม่ถามว่าหนูกลัวอะไร หนูก็บอกว่าหนู้รู้สึกแปลกที่ อยากนอนกับแม่ แม่ก็เลยไม่ได้เอะใจในเรื่องนี้ค่ะ

อรวรรณไหว้พระก่อนนอนทุกคืน แต่เธอบอกว่าคืนนี้เธอสวดมนต์ยาวและท่องบทแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์และญาติมิตร รวมทั้งเจ้าที่หรือวิญญาณที่ไม่มีญาติพร้อมๆกัน เธอนอนกอดแม่ ซุกตัวใต้ผ้าห่มผืนสวยของโรงแรมไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบ แต่เธอเล่าว่าเธอฝันใน คืนนั้นอีกครั้ง…

ฝันเห็นเพื่อนๆเหล่านี้นี่ล่ะ เพื่อนๆที่อยู่ในรูปที่ร้านถ่ายรูปร้านนั้น เค้าวิ่งมากอดเธอเหมือนดีใจกันยกใหญ่ เธอเองก็สนุกกับเพื่อนๆไปด้วย คืนนั้น ไม่ได้ฝันว่าไปวิ่งเล่นน้ำกัน แต่ฝันว่าเหมือนจากกันไปนานแล้วเพิ่งมาพบกันตามประสาเด็กๆอีกครั้ง เธอแปลก ใจมากที่คืนนี้ฝันไม่เหมือนคืนก่อนๆ และที่แปลกไปกว่านั้น ในฝันคืนนั้น เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่ม หน้าคมเข้ม…ตาโต…หน้าตาผิวพรรณ แสดงถึงเลือดเนื้อเชื้อไขของคนใต้โดยแท้

เพื่อนคนนี้เดินมาจับมือเธอ กอดเธอนานกว่าใครๆ เขากอดเธอหลายครั้ง เธอจำหน้าเพื่อนคนนี้ได้ชัดแจ๋ว เธอ คือสาวน้อยหน้าเข้มที่ยืนแถวบนริมซ้ายสุดเหนือศรีษะของเธอไปนิดนึงนั่น เอง ใช่แน่นอน เพื่อนหน้าคมเข้ม ดวงตาลึก นัยน์ตาโศกปนความนิ่งสงบคนนี้ เธอจับมือแล้วพูดกับอรวรรณว่า…

” เอมอร…ฉันดีใจอย่างแรง…ฉันคิดถึงเธอ ” เธอพูดชื่อเอมอรกับประโยคนี้หลายครั้ง

” ฉันดีใจอย่างแรง..ฉันคิดถึงเธอจริงๆ ” เธอบอกว่าแม้สำเนียงพูดก็เป็นคนใต้โดยแท้ทีเดียว พูดครั้งใดก็กอดอรวรรณทุกครั้งเมื่อจบประโยค

อรวรรณสะดุ้งตื่นจากฝันกลางดึก รู้ตัวว่านอนอยู่ในโรงแรม ไม่รู้สึกกลัว แต่เป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ใกล้เคียงความกลัว แต่ดูอิ่มใจจากในฝันมากกว่าแน่นอน อิ่มใจราวได้พบเพื่อนที่พลัดพรากกันมานาน นับ เธอพลิกตัว แล้วเอื้อมมือกอดแม่ หลับตา สวดมนต์ในใจ ภาวนาขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง เมื่อเคลิ้มใกล้หลับ ภาพหน้าเพื่อนตาคมคนนี้ก็แจ่มชัดขึ้นในความมืดอีกครั้ง อรวรรณจำได้ติดตา รอยยิ้มที่ดูนิ่งสงบ กับนัยน์ตาคมดูลึกลับคู่นั้น เธอคือใคร?

อรวรรณจะเล่าให้คุณฟังในตอนที่ 3 ครับ
( จบตอน 2)
…………………………..

ครูก้อง เจ้าเก่า
ตี 3 กับ 4 นาที 16 ส.ค. 58

ป.ล. หลังจากตอนที่ 1 ผ่านไป  อรวรรณมาบอกผมว่ามีเพื่อนมาถามเธอหลายคนว่าเรื่องที่ อ.ก้องไปเขียนลงเฟสนั้นเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?

“โดมก็มาถามหนูว่าจริงรึเปล่า ” บางคนก็ถามว่า “อาจารย์โกหกใช่มั๊ยอร? เพราะเห็นอาจารย์เฉลยในตอนสุดท้าย”

ผมถามว่า ” แล้วอรบอกเพื่อนไปยังไงล่ะ? ”
” หนูก็ยิ้มๆค่ะ”

” อรยังต้องการให้ครูนำเรื่องนี้ไปเขียนอีกมั้ย? ถ้าหวั่นไหว หรือไม่อยากตอบคำถาม ครูจะได้เขียนแบบที่เราตกลงกันเอาไว้ ”

ผมย้ำถามเธอเหมือนที่เราได้คุยกันก่อนหน้าที่ผมจะเขียนเรื่องนี้
“เชิญอาจารย์ตามสบายเลยค่ะ หนูสบายใจในเรื่องนี้แล้วค่ะ”
อรพูดไป ยิ้มไป

” แน่นะ ” ผมย้ำเป็นรอบที่ร้อย
” ค่ะ ” เธอตอบสั้นๆ ยิ้มแล้วขอตัวไปเรียนคาบต่อไป……

 

 

 

  • ตอน 3 ภพชาติ…

รุ่งเช้า อรวรรณตื่นสายนิดหน่อย แม่อาบน้ำเสร็จแล้ว น้องชายกับพ่อยังหลับสนิท อรวรรณทบทวนเรื่องราวที่ฝันเมื่อคืนอีก ครั้ง เพื่อนนันย์ตาคมผิวคล้ำที่กอดเธอหลายครั้งในฝันเรียกชื่อเธอว่าเอมอร ช่างตรงกับชื่อเล่นในภพนี้ของเธอที่แม่ตั้งให้ว่าอร อรวรรณ หรืออรในชาตินี้ ภพนี้ ช่างพ้องและตรงกับ เอมอรในฝันยิ่งนัก แต่แปลกใจว่าทำไมถึงฝันเห็นเพื่อนคนนี้แจ่มชัดกว่าคนอื่น ในใจให้สงสัยและใคร่รู้เหลือเกิน

วันนี้พ่อจะพาทุกคนนั่งรถไปเที่ยวรอบเมือง ดูทัศนียภาพรอบๆตัวเมืองสงขลา ทั้งทะเล ภูเขา ตึกเก่าในเมือง และเที่ยวตลาดเพื่อหาอาหารพื้นเมืองกิน มาปักษ์ใต้ทั้งที ต้องกินอาหารใต้แท้ๆให้รู้รสชาติกันสักครั้ง

อรวรรณมีความสุขกับตลาดและอาหารอร่อยๆจนถึงช่วงบ่ายที่พ่อพาขึ้นรถประจำ ทางเพื่อนั่งรถรอบเมืองเพื่อชมตึกรามบ้านช่องของสงขลา ขณะรถวิ่งไปได้สักพัก อรวรรณมองเห็นวัดวัดหนึ่งในตัวเมืองสงขลา คือวัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร อรวรรณคลับคล้ายคลับคราว่านี่เหมือนวัดที่เธอเคยอยู่ในฝันที่เธอกับเพื่อนๆ มาวิ่งเล่นกันเหลือเกิน อรวรรณรีบบอกพ่อและแม่ว่าอยากแวะเข้าวัดนี้เพื่อไหว้พระ เธอมีทีท่าลุกลี้ลุกลนและดูสนใจมากเป็นพิเศษ พ่อและแม่เห็นว่าลูกมีความสนใจ ก็ไม่ขัด เห็นดีเห็นงามที่ลูกอยากเข้าวัด จึงพากันลงจากรถโดยสารแล้วเดินไปยังวัดนี้ทันที…

วัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร…!!!!! เป็นวัดในสงขลาที่มีความสวยงามยิ่งนัก เมื่อเธอเดินเข้าวัด ก็ให้เกิดความรู้สึกประหลาดใจเหลือเกิน ขนที่แขนทั้ง 2 ข้างของเธอลุกชันตลอดเวลา เดินผ่านส่วนไหนของวัด ภาพในความฝันที่เคยฝันว่าวิ่งเล่นในงานวัดกับเพื่อนๆก็เหมือนจะมาทาบประกบ กับความจริงในขณะนี้เวลานี้เสียทีเดียว

เธอเดินไปทุกที่ในวัด ราวกับว่ามาเยือนเป็นครั้งที่สิบเข้าไปแล้ว พ่อพาเธอเดินเข้าไปในวัดแบบบคน ที่ไม่รู้จักวัดนี้มาก่อน จะไปทางซ้ายหรือขวา ก็ดูไม่มั่นใจ เหมือนนักท่องเที่ยวที่ขาดไกด์นำทาง
” พ่อคะ…ตามหนูมา มาทางนี้ค่ะพ่อ ” อรวรรณจูงมือพ่อและครอบครัวเดินเข้าวัดราวกับเคยมาที่นี้แล้วสักสิบ ครั้ง “วัดนี้มีโบสถ์ มีพระประธาน รูปปั้นจีนแบบตัวละครในเรื่องสามก๊ก และยังมีพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมของโบราณอันล้ำค่าของสงขลาและภาคใต้ไว้หลายชิ้น และมีเก๋งจีนตรงด้านหลังด้วยนะคะ”

เธอพูดรัว เร็ว พ่อและแม่หันมามองหน้ากันว่าลูกสาวไปเอาข้อมูลนี้มาจากไหน และรู้ได้อย่างไรว่าวัดนี้มีอะไรบ้าง ? เธอพาครอบครัวเดินไปพบสถานที่ต่างๆภายในวัดได้คล่องแคล่วและมั่นใจจนพ่อ กับแม่รู้สึกสงสัยว่าเธอรู้ได้อย่างไร?

” อร…ลูกไปเอาข้อมูลมาจากไหนเนี่ย ?” พ่อถามเธอ
” หนูไม่ทราบค่ะ…หนูรู้สึกอย่างนี้จริงๆค่ะ” อรวรรณก็บอกไม่ถูกเช่นกันว่าเธอบอกถูกได้อย่างไร เธอบอกตามที่เคยเห็นในฝัน แค่นี้เอง เธอและครอบครัวได้เห็นพระอุโบสถซึ่งมีรูปทรงคล้ายกับวัดพระแก้ว มรกตในกรุงเทพฯ ภาพจำหลักหินรูปปั้นจีน 3 ก๊ก ก็เหมือน รูปปั้นที่วัดอรุณฯที่กรุงเทพฯเช่นกัน เก๋งจีนก็เป็นแบบที่เราเคยเห็นในวัดจีนทั่วๆไป แต่สิ่งที่เธอประหลาดใจมากก็ คือเมื่อเข้าไปกราบพระประธาน เธอรู้สึกคุ้นเคยกับพระองค์นี้ราวกับเคยมากราบบ่อยครั้ง ใช่! เธอมากราบกับเพื่อนๆพวกนั้นเมื่อคราวงานวัดนั่นเอง…..

เดินเข้าโบสถ์ไปชมจิตรกรรมฝาผนัง ก็แสนจะตื่นตาตื่นใจ ภาพบนฝาผนังในฝันดูจะสดและชัดกว่าที่กำลังยืนดูในขณะนี้ นี่มันค่อนข้างเก่า สีจางไปบ้างแล้ว ลายเส้นก็ไม่เด่นชัดเหมือนในฝันเมื่อนานมา หากยังคงเรื่องราวและร่องรอยของรูปเดิมอยู่ อรวรรณแหงนซ้าย-ขวาสังเกตุสิ่ง รอบข้างในวัดด้วยความตื่นเต้นจนหัวใจแทบหลุดออกมา นี่เราเจอภาพเพื่อนๆในฝัน มาครั้งหนึ่งที่ร้านถ่ายรูปในตัวจังหวัดไปแล้ว ตอนนี้เรามาพบวัดในฝันอีกแล้วหรือ? มันเป็นไปได้อย่างไร? ความสงสัยในใจเธอมันล้นเอ่อเกินจะเอ่ยกับใคร

พ่อ,แม่,น้องชายและเธอซื้อดอกไม้เพื่อกราบขอพรพระประธานให้เกิดสิริมงคล กับชีวิต เธอนั่งพับเพียบ หลับตาประนมมือหน้าพระประธาน นิ่งสงบ เธอมิได้ขอพรสิ่งใด หากรู้สึกมีสมาธิลึกอยู่ในใจ ค่อยๆก้มลงกราบพระ

ในความมืดขณะหลับตาก้มกราบพระ พลัน…!!! มองเห็นเพื่อนนัยน์ตาคมเข้มผู้นั้นลอยมาเต็มตา….!!!!!!! เธอใส่ เสื้อแขนสั้นสีขาวเรียบๆ ผ้าถุงสีครีมยาวคร่อมเท้าแบบชาวบ้านทั่วไปเหมือนเมื่อคืนในความฝัน อรวรรณ เบิกตาโพรง….!!!!!! รีบชันตัวขึ้นจากกราบพระ เห็นเพื่อนผู้นั้นยืนอยู่ที่ประตูที่หน้าโบสถ์ เธอ ยิ้มให้อรวรรณอย่างตั้งใจ

อรวรรณรีบหันไปมองที่ประตูโบสถ์ทันที ว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดหรือผู้ใดยืนที่นั่น แม่สะกิดอรวรรณที่กำลังหันรีหันขวาง

” เป็นอะไรล่ะอร? กราบพระได้ครั้งเดียวก็รีบถลันตัวลุกขึ้นนั่งเลยล่ะลูก? ” แม่กระซิบถามอรวรรณ พ่อกับน้องก็หันมามองเธอ

loading...

” เปล่าค่ะแม่…” อรวรรณตั้งสตินิ่ง ค่อยๆก้มลงกราบพระประธานอีกครั้ง

เมื่อหลับตาก้มตัวลงกราบอีกครั้ง เพื่อนนัยน์ตาคมผู้นั้นก็ยังคงยืนยิ้มให้เธออยู่เช่นเดิม ขนตรงแขนของอรวรรณลุกชันอีกครั้ง !!!!!

ตั้งใจก้มลงกราบครั้งที่ 3 เพื่อนคนเดิมยังคงยิ้มให้เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่ครั้งสุดท้าย เห็นเพื่อนคนนี้ยืนอยู่ที่หน้าเจดีย์รูปทรงจีนเป็นชั้นๆหลายชั้นด้านหลัง โบสถ์ เมื่อก้าวข้ามประตูโบสถ์ออกมา ลมพัดมาวูบหนึ่ง ขนที่แขนลุกขึ้นอีกครั้ง
” แม่…เหมือนหนูได้เคยมาที่วัดนี้มาก่อนเลยนะ” อรวรรณกระซิบบอกแม่
” อืม…หนูคงทำบุญเอาไว้เยอะล่ะลูก การทำบุญมาก บุญจะส่งผลให้เราได้พบในสิ่งที่เราต้องการสักวันนะ แม่เชื่อ ” แม่ตอบแบบไม่ขัดความรู้สึกเชื่อของอรวรรณที่มีต่อวัดแห่งนี้ พ่อก็ดูมีสีหน้าแปลกๆ สนใจที่อรวรรรพูดประโยคนี้ อรวรรณหันมองภายในวัดอีกครั้งก่อนหันกลับไปขึ้น รถโดยสารกลับโรงแรม
” อร….หลบมาเหรยนะ…” (กลับมาอีกนะ) เธอได้ยินเสียงใครสักคนพูดใกล้ๆหูเธอก่อนเดินออกจากวัด เธอจำได้ถนัด เสียงนี้คือเสียงเดียวกับเพื่อนที่ยืนอยู่หน้าประตูโบสถ์ที่ เคยพูดกับเธอในฝันว่า

“อร…ฉันดีใจอย่างแรง ฉันคิดถึงเธอ….” ขนที่แขนของอรวรรณตั้งชันอีกครั้ง

(จบตอน 3)

ตอน 4 ภพชาติ…

ออกจากวัดมัชฌิมาวาสวรวิหาร พ่อพาเธอกับน้องชายไปเที่ยวแหลมสมิหรา ทะเลสาปสงขลา ได้ลงเล่นน้ำทะเลกับน้องอีกครั้ง วิ่งไล่กับน้องที่ริมหาด แวะถ่ายรูปกับนางเงือกที่นั่งสางผมริมหาดแห่งนี้มา นานนับชั่วอายุคนแล้ว

อิ่มเอมกับอาหารทะเลร้านใกล้ๆจนเย็นย่ำจึงเดินกลับโรงแรม คืนนี้เป็นคืน ที่ 3 ที่อรวรรณพักในสงขลา พรุ่งนี้ต้องกลับกรุงเทพฯในช่วงเย็นแล้ว….

วันนี้เป็นวันพระ เธอได้กราบพระประธานและเยี่ยมชมความสวยงามรอบๆวัดอย่าง เต็มอิ่ม แม่แวะซื้อดอกไม้ก่อนเข้าโรงแรมเพื่อไหว้พระก่อนนอน คืนนี้อรวรรณ มีพวงมาลัยมะลิพวงย่อมๆไว้กราบพระก่อนนอน เธอขอนอนกับแม่เหมือนเดิม พ่อกับน้องหลับไปก่อนแล้ว เธอกราบขอพรพระและเจ้าที่เจ้าทาง ภาวนาให้ช่วยปกปักรักษาให้หลับฝันดีและดูแลครอบครัวเธอให้มีสุขภาพดี เธอวาง พวงมาลัยไว้ข้างหมอน แล้วหันหน้าไปพูดกับแม่
” แม่….ที่หนูเคยบอกแม่ว่าหนูฝันเห็นเพื่อนๆในฝันหลายคนเป็นเวลาหลายครั้ง แม่เคยจำเรื่องนี้ได้มั้ย? ”

” ได้สิลูก….ทำไมเหรอ?” แม่ถาม

“แม่…ตอนนี้หนูโตแล้ว หนูไม่ได้ฝันหรือจินตนาการเหมือนตอนเล็กๆนะ หนูมีสติสัมปชัญญะดี หนูมีเรื่องอยากบอกแม่ค่ะ ” อรวรรณพูดกับแม่ด้วยความตั้งใจ

“เรื่องอะไรล่ะลูก?” สายตาแม่จ้องลูกสาวด้วยความสนใจ

” แม่คะ….หนูอยากบอกแม่ว่ารูปที่ร้านถ่ายรูปเก่าๆร้านนั้น เด็กๆทุกคนในรูปนั้น คือเพื่อนที่อยู่ในฝันของหนูจริงๆ หนูจำหน้าเด็กๆเหล่านั้นได้ดีค่ะ แม่จำเรื่องที่หนูเคยเล่ามาก่อนหน้านี้ได้ มั้ยคะ เรื่องที่หนูฝันซ้ำๆว่าหนูได้พบเพื่อนหลายคนบ่อยๆ นี่ล่ะคะ เพื่อนในฝันของหนูก็คือคนที่อยู่ในรูปที่ร้านนั้นจริงๆ และหนูก็ตกใจมากที่ คนที่นั่งริมซ้ายสุดก็มีหน้าตาเหมือนกับหนู พ่อกับแม่คงนึกว่าบังเอิญ แต่หนูรู้ดีว่าไม่ใช่ เวลาหนูฝัน หนูก็จะใส่ชุดเดียวกับในรูปนั้นเลยคะแม่ วันนี้ที่เรานั่งรถผ่านวัดมัชฌิมา วาสฯแล้วหนูนึกอยากลงไปในวัด เมื่อเข้าวัดแล้วหนูพาพ่อกับแม่เดินไปรอบๆวัด และเหมือนรู้ว่าสิ่งใดอยู่ส่วนไหนของวัด แม่ไม่แปลกใจเหรอคะ? ว่าหนูรู้ได้อย่างไร?

หนูเคยไปวัดนั้นในฝันกับเพื่อนๆบ่อยนะคะ หนูพอจะจำได้ แม่คิดว่าหนูจินตนาการหรือคะ? “

อรวรรณอธิบายให้แม่ฟังเป็นเรื่องราวปะติดปะต่อกันด้วยความตั้งใจ แม่จ้อง ตาเธอไม่กระพริบ ตาแม่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ท่าทีของแม่ให้ความสนใจปนสนเท่ที่ลูกสาวเล่า เรื่องได้อย่างน่าเชื่อถือ

” เล่าต่อสิลูก เล่าอย่างที่ลูกเห็นมาให้หมด แม่พูดเสียงรัวขึ้น

” เล่าเลยลูก แม่เชื่อว่าลูกโตแล้ว ลูกไม่โหกแม่แน่ๆ เล่าสิลูก แม่ขนลุกไปหมดแล้ว ”

อรวรรณเล่าเรื่องที่เธอฝันให้แม่ฟังทั้งหมดเป็นฉากๆเรียงลำดับมาตั้งแต่ ต้นจนถึงวันนี้ เพื่อนคนไหน พูดกับเธออย่างไร เหตุการณ์เป็นจริงเพียงใด เธอฝันเช่นไร ณ ตอนนี้ดูเหมือนแม่จะให้ความสำคัญ และรับฟังเธอเล่าเรื่องอย่างเชื่อใจว่าได้เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกับลูกสาว บ้าง
” แม่ขอโทษนะลูกที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม่ไม่เชื่อว่าลูกกำลังเจออยุ่กับสิ่งใด แต่ต่อไปนี้เราจะแก้ไขเรื่องนี้และทำเรื่องนี้ให้ดีที่สุดนะลูก เราต้องไปกราบขอพรพระและทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เพื่อนๆเหล่านั้นของ ลูกนะ แล้วแม่ก็ให้อรวรรณสวดมนต์ แผ่เมตตา และสวดคาถาชินบัญชรแบบสั้นอีกบทหนึ่ง

” แม่คะ…เพื่อนๆหนูเค้ามาดีนะคะ ไม่ต้องไปไล่เค้านะ ” อรวรรณกระซิบแม่

” อืม…นอนเถอะลูก” แม่พูดเสียงเบา….จนแทบไม่ได้ยิน

คืนนี้แม่ไม่ปิดไฟหมดห้อง เปิดไฟห้องน้ำและหรี่ไฟโป๊ะที่หัวเตียงให้พอมีแสงสว่างอยู่รำไรบ้าง ไม่รู้ ว่าเธอกับแม่นอนหลับไปนานเท่าไหร่ แต่กลิ่นมะลิหอมจากพวงมาลัยข้างหมอนของ เธออวนกลิ่นหอมไปทั่วห้อง จนราวตีสองที่ทุกคนหลับสนิท ไฟโป๊ะหัวเตียงเธอ เกิดดับๆติดๆสลับกันไปอยู่สักครู่ อรวรรณสะดุ้งตัว ลืมตาขึ้นมาด้วยความงัวเงีย เหมือนคนครึ่งหลับครึ่งตื่น เธอลืมตาในความงัวเงีย มองเห็นร่างเด็กผู้หญิงรูปร่างผอมบางแขนยาว นั่งอยู่ที่ปลายตีนเตียงของเธอ กับแม่

อรวรรณยกมือขึ้นขยี้ตา มองที่ปลายตีนเตียงอีกครั้ง ใช่จริงๆเสียด้วย เพื่อนนัยน์ตาคมคนที่มากอดเธอ เมื่อคืนที่ผ่านมาและเป็นคนเดียวกับที่เธอเห็นที่หน้าประตูโบสถ์วันนี้นี่ เอง (ต่อไปนี้เป็นการสนทนาของอมรศรีกับอรวรรณ ที่อมรศรีใช้สำเนียงและภาษาใต้ แต่ขอแปลเป็นภาษากลางเพื่อความเข้าใจโดยง่าย )

“เอมอร ฉันมาหาเธอ ขอบใจนะที่เธอกับแม่สวดมนต์ให้ฉัน ผลกรรมดีที่เธอทำมาได้ช่วยดลให้ฉันมาหาเธอได้ง่ายขึ้น”

“ฉันรอเธอมานานมากแล้ว คนอื่นเค้าไม่อยุ่กันหมดแล้ว เหลือแต่ฉันคนเดียวที่คอยเธอเพื่ออีบอกบางสิ่งที่เธอไม่รู้ ลุกขึ้นมานั่งคุยกับฉันตะเอมอร” เพื่อนนัยน์ตาคมพูดสำเนียงใต้ด้วยรอยยิ้ม ที่เยือกเย็นราวน้ำแข็ง อรวรรณเหมือนถูกมนต์สะกด เธอค่อยๆลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างช้าๆ แม่นอนหลับอยู่ข้างเธอ แต่หลับสนิทจน ไม่รู้ว่ามีแขกยามวิกาลเข้ามาหาลูกสาวของเธอถึงในห้องเสียแล้ว
” เอมอร ฉันชื่ออมรศรีนะ เราเป็นเพื่อนที่รักกันมากที่สุด แต่ก็มีอีกคนหนึ่งที่รักเธอมากกว่าที่ฉันรักเธอ “บัวคลี่” เธอเป็นรุ่นน้องเรา 2 ปี แต่มาอยู่ในกลุ่มของพวกเราจนเหมือนเป็นเพื่อนเสียแล้วนิ บัวคลี่คือคนในรุปถ่ายที่นั่งติดกับเธอ เธอจำบัวคลี่ได้หม้าย? ฉันอีมาบอกเธอว่าเธอได้เคยสัญญากับบัวคลี่เอาไว้ ตั้งแต่วันนั้น จนวันนี้เธอยังไม่ได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับบัวคลี่นะ”
” สัญญาอะไร? ” อรวรรณถามกลับด้วยความสงสัย….

……….. (จบตอน 4)………….

  • ตอน 5 ภพชาติ…

“สัญญาอะไร? ฉันเคยสัญญาอะไรกับคนที่ชื่อบัวคลี” อรวรรณถามเพื่อนเมื่อครั้งอดีตที่กำลัง นั่งอยู่ข้างหน้าด้วยความสงสัย อมรศรียิ้มเรียบๆ ดวงตาคมลึกเข้มมองอรวรรณอย่างใจเย็น เธอเลื่อนมือทั้งสองมาวางบนมือของอร วรรณ อมยิ้มนิดหนึ่งแล้วเล่าว่า….

” เอมอร…เธอคงจำเรื่องราวอะไรไม่ได้เลยนะ เอาล่ะฉันจะเล่าให้เธอฟังนะ…

เธอคือเอมอร ลูกของตาเส้งและยายแดงที่บ้าน ขายน้ำชาและกาแฟอยู่ตรงมุมถนนที่เลยวัดกลางไปทางตลาดไม่ไกลนัก พ่อเธอมี เชื้อจีน ปู่ของเธอเป็นคนจีนมาจากจีนแผ่นดินใหญ่แล้วมาทำประมงอยู่ที่สงขลา เธอได้รับ เชื้อจีนมาจากปู่และพ่อ หน้าตาเธอจึงเหมือนคนจีนมากกว่าคนใต้ พวกเราเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่ เล็กๆ มีด้วยกัน 10 คน ฉันกับเธอเป็นเพื่อนรักกันมาก แต่บัวคลี่ที่เป็นรุ่นน้องเรา 2 ปีก็มาเล่นอยู่ด้วยกันกับเราจนกลายเป็นเพื่อนด้วยกันเสียที่สุด บัวคลี่มี ฐานะยากจน พ่อแม่ทำนา ไม่มีเงินทอง อดมื้อกินมื้อ แต่หน้าตาบัวคลี่สวย ผิวพรรณดี ตาเส้งพ่อของเธอเห็นว่าบัวคลี่กับเธอสนิทกันจึงไปขอบัวคลี่มารับ เลี้ยงดูเพื่อให้เป็นเพื่อนกับเธอ บัวคลี่จึงได้ไปอยู่กับเธอและช่วยงานบ้าน เธอเป็นการตอบแทนพระคุณตาเส้งที่ช่วยชุบชีวิตของบัวคลี่ บัวคลี่รักเธอ มากกว่าทุกคน เพราะเธอเป็นคนเรียนเก่งและที่สำคัญ เธอรำสวย เป็นนางรำตัวเด่นของโรงเรียนเราเสมอ บัวคลี่รักเธอราวกับพี่สาว แท้ๆคนหนึ่งในชีวิต

พวกเราเรียนที่วัดกลางแห่งนี้ เป็นโรงเรียนประชาบาลที่มีชื่อของสงขลา เธอได้รำงานสำคัญๆของโรงเรียน เสมอ ฉันลืมบอกไป วัดกลางที่ฉันพูดถึงก็คือวัดมฌิมาวาสวรวิหารนี่เอง แต่เดิมเค้าเรียกว่าวัดกลาง สร้างมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา แต่ต่อมาเจ้าใหญ่นายโตของบ้านเมืองได้เปลี่ยนชื่อว่าวัดมัฌิมาวาสวรวิหาร ตั้งแต่เรายังไม่เกิด แต่ชาวบ้านยังเรียกว่าวัดกลางมาจนถึงวันนี้ พวกเราอยู่แถวบ่อยางกันทุกคน (ต.บ่อยาง) เรามาวิ่งเล่นกันในวัดกลางเป็นประจำ เธอมักมาซ้อมรำที่โรงเรียนอยู่เสมอ เธอรำสวย โดยเฉพาะรำโนราห์ ทั้งร้องทั้งรำได้เก่ง…นอกจากนั้นเธอยังมีฝีมือในการร้อยลูกปัดใช้ตกแต่งชุด โนราห์ได้สวยงาม ใครๆก็รู้ว่าเธอเป็นลูกจีนในตลาดที่รำไทยได้สวยกว่ารำจีนเสียอีก ”

อมรศรีเล่าถึงตอนนี้ก็หัวเราะหึๆในคอ เธอยิ้มแล้วหยุดนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อไป “บัวคลี่ขอไปดูเธอซ้อมรำโนราห์เสมอๆ เมื่ออยู่ด้วยกันก็ขอร้องให้เธอสอนรำให้ทุกครั้ง เธอบอกว่ายังสอนไม่ได้เพราะยังไม่ได้ครอบครู เมื่อไหร่ที่ได้ครอบครูเธอจะสอนบัวคลี่ทันที งานเดือนสิบเมื่อปี 2470 พวกเราทั้ง10คนไปเที่ยวงานวัด ไปไหว้พระประธานที่โบสถ์เหมือนที่เธอไหว้ในวันนี้นั่นล่ะ แล้วพวกเราก็ไปถ่ายรูปกันที่ร้านในตลาดอย่างที่เธอไปเจอนั่นล่ะ ”

“อืม…ถ้าอย่างนั้นที่ฉันเห็นเมื่อบ่ายวันนี้ที่ในโบสถ์” อรวรรณพูดแทรก
“ใช่…ฉันเองนั่นล่ะที่ยืนอยู่ที่หน้าบานประตูทางเข้าโบสถ์ เธอไม่ได้ตาฝาดหรอก” อมรศรีพูดด้วยรอยยิ้มที่ดูเยือกเย็นเช่นเดิม แล้วเล่าต่อ…

“ฉันอยู่ที่วัดกลางมานานแล้ว อยู่ตรงกำแพงที่ข้างวัดนั่นล่ะ ตรงที่เค้าทำเป็นที่เก็บกระดูก” เธอเล่าถึงตอนนี้ก็หยุด ก้มหน้า ถอนหายใจ
” เธอตายนานแล้วหรือยัง ” อรวรรณถาม…

” ฉันตายหลังเธอได้ 2 ปี เธอตายก่อนฉันเมื่อคราวไปเล่นน้ำทะเลด้วยกันกับเพื่อนๆ ” อมรศรีมองหน้าอรวรรณอีกครั้ง
” ฉันตายตอนไหน…ตายเพราะจมน้ำเหรอ อายุตอนตายเท่าไหร่?” อรวรรณซัก

” หลังจากที่เราถ่ายรูปหมู่ด้วยกันได้ไม่ถึงปี เธอกับพวกเราหนีพ่อแม่ไปเล่นน้ำทะเล เธอว่ายน้ำเก่ง ไม่กลัวทะเล แต่เธอก็หายไปกับทะเลตอนที่เราวิ่งไล่จับกันในน้ำ เธอดำน้ำหายไปจนใครๆคิดว่าเธอคงว่ายไปที่ลึกๆ ไม่มีใครกล้าตามลงไป แล้วเธอก็หายไปจริงๆ ” อมรศรีเอามือแตะไหล่อรวรรณ แล้วเล่าต่อ…
” เมื่อเห็นว่าเธอหายไปนาน พวกเราใจไม่ดี จึงรีบวิ่งไปบอกตาเส้งกับยายแดง คนทั่วทั้งตำบลบ่อยางจึงรีบมาลงทะเลเพื่อ ค้นหาเธออยู่หลายอึดใจ

” แล้วพบร่างฉันมั้ย? พบตอนไหน ” อรวรรณถามด้วยความอยากรู้
” เค้าพบเธอตอนเย็น เธอถูกน้ำทะเลพาไปที่ลึกจนเกือบสูญไปในร่องน้ำลึกในทะเลเสียแล้ว ยายแดงกับตาเส้งหัวใจแทบสลาย พวกฉันเองก็ร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด ” อมรศรียื่นมือมากุมมืออรวรรณอีกครั้ง

” แล้วมันเกี่ยวกับสัญญาอะไรกับบัวคลี่ที่เธอบอกไว้ล่ะ? ” อรวรรณถามด้วยความสงสัย

“ใจเย็นๆ ฟังต่อนะเอมอร ตอนเราไปทำบุญงานเดือนสิบแล้วไปงานวัดกันน่ะ พวกเราไปดูโนราห์กัน

บัวคลี่อยากรำโนราห์มาก เธอปลดสร้อยข้อมือเส้นหนึ่งที่ทำด้วยลูกปัดชุดโนราห์ใส่ให้บัวคลี่ แล้วบอกว่าจะสอนโนราห์ให้บัวคลี่เป็นคนแรก เธอสอนให้บัวคลี่ร้องเพลงโนรา ห์ไปก่อน ทุกคนร้องเพลงที่เธอสอนได้หมด บัวคลี่ท่องจนขึ้นใจ เธอจำเนื้อเพลงได้มั้ยเอมอร? ” อมรศรีถามปนรอยยิ้ม แล้วมองอรวรรณ
” ไม่…ฉันจำไม่ได้เลย ” อรวรรณส่ายหน้า

” เธอจำบทที่เธอสอนบัวคลี่กับพวกเราไม่ได้เหรอ บทร้องดังนี้

ครูเอยครูสอน สอนแล้วแม่นา…
ครูสอนให้ทอดกรต่อท่า… ครูสอนให้ผูกผ้า…
สอนแล้วแม่นา….ผูกผ้าสอนให้ข้าทรงกำไร….
สอนให้ครอบเทริดน้อย (เทริดคือชฏาสวมหัวของโนราห์) สอนแล้วแม่นา…
ครอบเทริดน้อยแล้วจับสร้อยพวงมาลัย สอนให้แม่อมรศรี..
แม่บัวคลี่น้องน้อยให้ทรงกำไร สอนแล้วแม่นา…
ทรงกำไรสอดใส่ซ้ายใส่ขวา….
แม่เอมอรจะพาให้ทรงกำไร

…………………………………

เธอสอนเพลงนี้ให้พวกเราแล้วใส่ชื่อพวกเราในเนื้อเพลง เปลี่ยนชื่อทุกคนไป เองตามชอบใจ” อรวรรณยิ้มบางๆให้อมรศรี ดูเหมือนอรวรรณจะค่อยๆจำเนื้อเพลงนี้ ได้บางวรรคบางตอน และอ้าปากร้องคลอตามอมรศรีไปด้วย

อมรศรีเล่าต่อ……

“ก่อนเธอลงทะเล เธอได้ถอดสร้อยข้อมือฝากไว้ที่บัวคลี่เพราะกลัวหลุดหายไปกับทะล บัวคลี่ไม่ได้ลงเล่นน้ำ เธอว่ายน้ำไม่เป็น เลยเป็นคนเฝ้าของอยู่ที่ใต้ต้นสน พอคนเค้างมเจอร่างเธอ บัวคลี่ร้องไห้แทบขาดใจ…

“พี่อร” พี่อรฉันตายแล้ว พี่อรฉันตายแล้ว ” เธอได้แต่ตะโกนร้องด้วยความเสียใจซ้ำๆหลายครั้ง ร่างของเธอถูกเก็บไว้ เพียง 2 วัน แล้วก็เผา สมัยก่อนเวลาคนตาย เค้าไม่เก็บไว้นานนะ เพราะไม่มียารักษาศพเหมือนสมัยนี้ วันที่เค้าเผาเธอ พวกเรายืนร้องไห้จนเถ้ากระดูกเธอเกือบมอดจนหมด หลังจากเผาเธอได้ 3 วัน บัวคลี่นำสร้อยข้อมือที่เธอฝากไว้มาปรึกษากับพวกเราว่าจะทำอย่างไร ลืมใส่ให้เธอไปด้วย พวกเราไม่รู้จะทำอย่างไร จึงตัดสินใจนำสร้อยข้อมือของเธอไปฝังไว้ที่ใต้ฐาน เจดีย์ทรงจีน 7 ชั้นที่ในวัดกลาง เพราะเธอมีเชื้อสายจีน บรรพบุรุษทางปู่ของเธอก็ถูกฝังกระดูกไว้บริเวณวัดนั้น เราเอาสร้อยของเธอใส่ ผ้าขาวห่อไว้ แล้วฝังไว้ตรงนั้น มันยังอยู่ที่เดิมนะ
“..อยู่ที่ฐานใต้เจดีย์แบบจีนสูง7ชั้นที่วัดกลางน่ะเหรอ?..” อรวรรณถามอมรศรี

” ใช่ ยังอยู่ที่ตรงนั้น…ส่วนเถ้ากระดูกของฉันก็ อยู่ที่ผนังรั้วโบสถ์ข้างพระอุโบสถนั่นล่ะ อมรศรียิ้มอีกครั้ง

” แล้วเธอตายด้วยเหตุผลอะไรล่ะ? ” อรวรรณถามด้วยความอยากรู้
” หลังจากเธอตายไปได้2ปี ฉันก็เป็นปอดบวมตาย เพราะเล่นน้ำฝน สมัยก่อนนะเป็นไข้อะไรก็ตายง่าย ไม่เหมือนสมัยนี้ หมอเค้ามียาดีๆเยอะ หลังจากฉันตาย เพื่อนๆก็เติบโตไปเป็นสาว ความผูกพันที่มีต่อกันก็จางหายกันไปตามเวลา มีลำดวน ชวนพิศ เอื้อน และ บุญศรี ที่มาทำบุญให้ฉันอยู่บ้าง นอกนั้นก็แยกย้ายหายสาปสูญกันไปมีครอบครัว แล้วก็ตายจากกันไปทีละคน จนเกือบหมด ” อมรศรีเงยหน้าขึ้น สายตามองไปทางประตูห้องของโรงแรมแล้วเล่าต่อ….
“เอมอร เธอรู้มั้ย หลังจากที่เธอตายไปได้ไม่นาน ตาเส้งพ่อของเธอก็ส่งบัวคลี่กลับไปอยู่บ้านพ่อแม่ของบัวคลี่ตามเดิม บัวคลี่ต้องไปไถนาและหาผักหาปลาตามคลองไปขาย ใช้ชีวิตที่แร้นแค้นเช่นเดิม พวกเราสงสารบัวคลี่มาก เธอไม่ได้เรียนหนังสืออย่างพวกเรา จบแค่ ป.4 ต้องไปหาบเร่ขายผักขายปลา เวลาเจอฉันที่ไหน บัวคลี่จะร้องไห้และพูดถึงพี่เอมอรของเธอเสมอ เธอรำพึงว่ายังไม่ทันได้เรียน รำจากพี่อร พี่อรก็หนีฉันไปเสียแล้ว บางครั้งเวลาฉันเจอบัวคลี่ ก็จะร้องเพลงโนราห์ที่เธอเป็นคนสอนให้พวกเราร้อง
“….ครูเอยครูสอน…….” แล้วชื่ออมรศรี บัวคลี่ และลงท้ายด้วยเอมอรอยู่ในเพลงเสมอ ร้องเพลงโนราห์ด้วยกันเบาๆข้างแผงขายปลา น้ำตาฉันกับบัวคลี่ก็ไหลปนกันไป หลังจากเธอตายได้ปีนึง พ่อแม่บัวคลี่ต้องย้ายถิ่นฐานไปอยู่พัทลุง เพราะทำมาหากินฝืดเคือง เกรงจะพาครอบครัวไปไม่ไหว พ่อบัวคลี่เป็นคนที่นั่น จึงคิดอยากกลับไปทำงานที่พัทลุง หวังไปตายเอาดาบหน้า วันที่บัวคลี่จะออกเดินทางไปพัทลุง พวกเราพากันไปที่เจดีย์จีน 7 ชั้น ที่ๆฝังลูกปัดสร้อยข้อมือของเธอไว้ บัวคลี่ไปร่ำลาเธอกับพวกเรา แล้วก็ร้องไห้จนน้ำตาจะเป็นสายเลือดอีกครั้งหนึ่ง ” พี่อรที่รัก…หนูมาลาพี่อรไปอยู่พัทลุงกับพ่อและแม่แล้วนะ…ไม่รู้ว่าหนูจะได้ กลับมาที่บ่อยางและวัดกลางหรือมาหาพี่อรที่นี่อีกหรือไม่ หนูไม่ได้รำโนราห์ ตามที่พี่อรสอน แต่หนูก็ร้องเพลงที่พี่สอนได้ไม่มีวันลืม สร้อยข้อมือที่พี่อรให้หนู หนูจะเก็บรักษาให้ดีที่สุด มันเป็นเหมือนคำสัญญาที่พี่และน้องได้ให้คำสัตย์ ผูกมั่นกันไว้…

แม้ไม่ได้สมความตั้งใจแต่ก็จะเป็นสัญญาใจว่าจะไม่มีวันลืมกันนะพี่ หนูจะ คิดถึงพี่ๆทุกคน โดยเฉพาะพี่อร…พี่สาวของหนูคนนี้ตลอดไปนะพี่นะ” อมรศรีเล่าติดๆขัดๆเหมือนมี อะไรมาจุกอยู่ที่คอ แล้วน้ำตาเธอก็ไหลออกมา
” ฉันตายหลังจากบัวคลี่ไปพัทลุงได้ปีนึง พวกเราไม่เคยรู้ข่าวของบัวคลี่อีกเลย จนหลังจากนั้นอีกหลายปี งานทำบุญเดือนสิบที่วัดกลางในปี

ข่าวที่น่าสนใจ

loading...

Post Author: admin