ถึงกลับทรุด!! เมื่อสาวท้องเห็นตำตาว่าแฟนพาสาวอื่นมาทำอะไรในห้องตัวเอง แถมนางยังนุ่งผ้าเช็ดตัวของเธออีกต่างหาก!!

loading...

201512190200s

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมากอยู่ในขณะนี้ เมื่อมีผู้เข้ามาตั้งกระทู้ในเว็บไซต์พันทิปบอกเล่าถึงประสบการณ์เลวร้ายที่เธอเคยได้เจอมาจากผู้ชายคนหนึ่ง ในกระทู้ที่มีชื่อว่า…


“ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่เปิดประตูเข้าห้อง เจอแฟน นอนกับผู้หญิงอื่น หล่อนยังเดินสวมผ้าเช็ดตัวของเรา ออกมายืนประจันหน้า”

6 ปีก่อนหากฉันไม่มีผู้ชายคนนี้อยู่เคียงข้าง บางทีชีวิตฉันในวันนี้อาจจะเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่มีสาระอะไรในชีวิตก็เป็นได้

ลูกรู้ไหมว่าลูกคือ ดวงใจของแม่
ในวันที่ลูกอายุได้ 3 เดือน แม่ได้ยินคำพูด ที่ทำให้แม่ฮึดสู้และก้าวผ่านกับคำพูด ประโยคนั้น จากครอบครัวของพ่อลูก พวกเขาได้บอกกับแม่ในวันที่แม่ อุ้มลูกเข้าไปขอความช่วยเหลือ ให้ช่วยซื้อนมให้ลูก และประโยคที่แม่จำฝังใจมาจนถึงวันนี้ คือคำพูดที่ว่า ” ถ้าแม่ไม่มีปัญญาเลี้ยงลูก ก็ให้แม่เอาลูกไว้ให้พวกเขาเลี้ยง “

วินาทีนั้นทั้งเสียใจ และรู้สึกสมเพชตัวเอง ที่อุตส่าห์บากหน้าอุ้มลูกเพื่อไปขอความเมตตา จากครอบครัวของพ่อลูก หลังจากได้ยินคำพูดนั้น แม่ก็ไม่รีรอ อุ้มลูกเดินออกมาจากบ้านนั้นทันที และบอกกับตัวเองว่า ถึงแม่จะอดอยากไม่มีจะกินแค่ไหน แม่ก็จะเลี้ยงลูกให้เติบโต ให้จงได้ …

ถึงพ่อของลูก: หากเธอ และครอบครัว บังเอิญได้อ่านเจอโพสนี้ของเรา อยากจะบอกว่าเราไม่ได้มีเจตนา เข้ามาโพสเพื่อต่อว่าถึงอดีตที่ผ่านมา หากเราต้องการ
โพสเพื่อให้พวกเธอเสียหายเราคงไม่ปล่อยให้เวลาผ่านมาถึง 6 ปี

แต่ที่เราโพสในวันนี้ เราเพียงอยากให้เธอรับรู้ว่าเรากับลูกสุขสบายดี ไม่อดมื้อกินมื้อเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ขอบคุณที่หลังจากนั้นไม่นาน ครอบครัวของเธอก็ยัง
ใจดีซื้อนมมาให้หลาน หากวันนั้นเรายอมยกลูกให้พวกเธอ เราคงเสียใจไปตลอดชีวิกว่าจะมีวันนี้ได้ เราผ่านอะไรมามากมายอยากเล่าและระบายบ้าง ว่าจุดพลิกชีวิตของเรากับลูก เจออะไรมาบ้าง

ย้อนกลับเมื่อ ปี 2010
ลูกเกิดได้เพียง 6 วัน
พ่อของลูกก็ได้บอกกับเราว่า ต้องการขอไปบวชทดแทนบุญคุณพ่อแม่ของเค้า

ซึ่งตอนนั้นลูกพึ่งเกิดได้เพียง 6 วันเราก็ไม่อยากให้เค้าไปเลย แต่ด้วยความที่เค้าอยากบวช( โครงการพระแสนรูป กับทางวัด … )

เราจึงยอมให้ไปด้วยไม่อยากเป็นมารผจญ เลยต้องยอมสวมบทแม่พระ อนุโมทนาบุญกับเค้าในการบวชครั้งนี้

ตลอดเวลาที่เค้าบวชก็จะไปปฎิบัติธรรมตามสถานที่ต่างๆที่ทางวัดได้กำหนด เราจึงไม่ได้พบเค้าเลย
เมื่อเวลาผ่านไป ลูกได้ 2 เดือนกว่า เราก็ติดต่อสอบถามไปยังท่านเจ้าอาวาส ว่า เค้าไปออกปฎิบัติแถวไหนบ้างเผื่อ เราจะพาลูกไปทำบุญกับพ่อ

ซึ่งคำตอบของท่านเจ้าอาวาสทำเอาสมองเราหนักอึ้งไปเลย
เมื่อท่านบอกว่า เค้า ได้สึกออกไปหลายวันแล้ว!!

แต่ๆๆๆ ทำไมเค้าไม่ติดต่อมาหาเรากับลูกเลย หลังจากวางสายเราก็รีบโทรติดต่อไปทางครอบครัวเค้า คำตอบที่ได้คือ เค้าไม่อยู่บ้าน ออกไปไหนไม่รู้

นั้นหมายถึงว่า เค้าสึกออกมาแล้วจริง แต่ไม่กลับมาหาเรากับลูกเลย จนกระทั่งเราติดต่อเค้าได้ และเค้ายอมกลับมาบ้าน
อ้างนู้นนี่นั้น สารพัด ถึงเหตุผลที่ยังไม่ได้ติดต่อกลับมาหา

จนค่ำวันนั้น เค้าวางมือถือทิ้งไว้แล้วไปอาบน้ำ เราได้ยินเสียงข้อความเข้ามา ก็เปิดอ่านดู ตอนนั้นหัวใจสั่นรัวๆ กับข้อความของเธอคนนั้นที่ส่งมาบอกรักมากมายให้กับเค้า
เราเลยมีโอกาสได้เปิดอ่านข้อความก่อนหน้านี่ ที่พวกเค้าส่งหากัน รักนะจุฟๆ คิดถึงมากนะ อะไรประมาณนี้

พอเค้าออกห้องน้ำมา เราก็เปิดศึกมวยไทย ว่าผู้หญิงคนนี่คือใคร เค้าบอกเป็นคนที่มาชอบเค้า เค้าไม่ได้เล่นด้วย เราก็ย้อนถามว่า ถ้าเธอไม่เล่นด้วยแล้วทำไมถึงส่งข้อความบอกรักกันซะขนาดนี้

เมื่อโดนไล่บี้ จนตรอก เค้าก็บอกว่าไม่ได้คิดจะคบจริงจัง แค่เล่นๆ แต่สำหรับเราตอนนั้น ลูกกำลังจะได้ 3 เดือน พ่อก็ยังมามีคนอื่นอีก จับได้แล้วยังจะแถจนถลอกสีข้าง ถึงจะยอมรับ

สุดท้ายเราบอกเค้าว่าเรารับไม่ได้ที่เค้ายังเจ้าชู้ไม่เลิก เราจึงบอกเลิกกับเค้าและให้เค้าเก็บของออกจากบ้าน( เช่า) ไป
เค้าพูดย้อนออกมาว่า เธอเป็นคนเลือกเองนะที่จะเลิกกัน

เราก็บอกใช่เพราะถึงยังคบต่อ ไม่รู้ เขา( ควาย) จะงอกออกหัวอีกกี่เขา แค่ 2 เขาก็คงไม่พอ พื้นที่หนังหัวเราหรอก

เพราะก่อนหน้าที่ลูกจะเกิด เราก็เคยให้อภัยกับความเจ้าชู้ของเค้ามาแล้วครั้งหนึ่ง

ย้อนไปเมื่อตอนตั้งท้องได้ 3 เดือน ตอนนั้นเราแพ้ท้องหนักมาก จนถึงขั้นต้องไปนอนให้น้ำเกลือ ที่รพ. กินข้าวกินน้ำไม่ได้เลย

เราได้โทรคุยกับเค้าว่า คืนนี้จะแวะเข้ามาหาเราไหมหลังเลิกงาน เค้าบอกว่าจะแวะไปหานะ

รอ รอ รอ จนหลับ…..
ฝันคะ ในฝันนั้นเห็นผู้หญิงแต่งตัวแบบคนไทยโบราณ ชุดสีเขียวชฎาสีเขียว เดินนำหน้าพาเราไปที่ไหนสักที่ แต่เดินไปได้สักพัก เท้าเราได้ไปเหยียบโดนพระองค์เล็ก หักครึ่งคาเท้าเลย จากนั้นก็สะดุ้งตื่น..

อ้าวเช้าแล้วนี่ กดมือถือโทรหาเค้า ก็ไม่รับสาย เมื่อคืนก็ไม่ได้มาหา ทั้งที่รับปากเราแล้วว่าจะมา เราก็เป็นห่วงว่าเกิดอะไรขึ้นกับเค้ารึเปล่า เพราะบ้านเขากับรพ.ที่เรานอนอยู่ ก็อยู่ฝั่งตรงข้ามถนนกันแค่นี้เอง

โทรๆๆๆจนแบตเราจะหมด เค้าก็ไม่รับสาย จึงตัดสินใจ เดินถือสายน้ำเกลือ เข้าลิฟท์เพื่อที่จะกดลงไปชั้นล่าง

แต่ขณะที่เข้าลิฟท์ไปนั้น พอประตูลิฟท์ปิดลง เรากำลังจะเอื้อมมือไปกด ชั้นที่จะลงไป ปรากฎว่า!!!!! ยังไม่ทันได้จิ้มกด ลิฟท์ก็เคลื่อนตัวลงไปอย่างรวดเร็วไม่หยุดสักชั้น จนถึงชั้นสุดท้าย เพราะเจ้าช่วย กล้วยทอด !! ตอนนั้นกลัวมาก กลัวลิฟท์ตกลงไปกระแทก ( แบบในหนังที่เคยดู ) กลัวตายมากเลยตอนนั้น 😨😨

พอลิฟท์หยุด ประตูเปิด แค่นั้นแหละ วิ่ง 4×100 ลืมตัวว่ากำลังท้องอยู่ วิ่งจนพ้นลิฟท์ตัวนั้น แล้วยืนหอบแห่กๆ เลยคะ

แต่ก็ยังนึกชื่นชม ว่าลิฟท์นี่มันฉลาดนะ มันรู้ได้ไงว่าเราจะลงไปชั้นล่างสุด ไม่ถงไม่ถามฉันสักคำ ลากลงมาเองโดยอัตโนมัติเลย

พอตั้งสติได้ ก็ค่อยๆเดินตรงไปทางออกรพ. ปกติแล้ว ยามจะไม่ให้คนไข้เดินออกไปนอกรพ.นะคะ แต่พอดีรู้จักกันกับยามและบอกว่าจะเดินข้ามไปบ้านแฟนแปปหนึ่ง ยามก็บอกรีบไปรีบมานะ

พอข้ามถนนมาถึงบ้าน เราก็เดินไปหน้าห้องของเราที่อยู่กับเค้า เคาะประตูอยู่หลายรอบก็ไม่มีคนเปิด สักพักเค้าก็ตะโกนถามมาว่าใคร เราก็บอกไปว่า เราเองเปิดประตูสิ มัวทำไรอยู่ เงียบไปอึดใจหนึ่งเค้าก็เปิดประตูห้อง
แต่เรามองไปที่พื้นข้างประตูห้องเห็นมีรองเท้าของผู้หญิงวางอยู่ เราก็คิดว่าของน้องสาวเค้ารึเปล่าก็ยังไม่ได้เอะใจ

แต่เป็นตัวเค้าเองที่ร้อนตัวและพูดออกมาเองว่า เค้าไม่ได้ตั้งใจทำ เราก็ยัง งง ย้อนถามเค้าว่า เธอหมายถึงอะไร

เค้าไม่ตอบแต่เรียกผู้หญิงคนนั้นให้ออกมาจากห้องนอน และผู้หญิงคนนั้นเดินออกมาพร้อมกับนุ่งผ้าเช็ดตัวของเราออกมา

ถึงบางอ้อเลยคะ ตอนนั้น เรานิ่งมาก ไม่ด่าไม่โวยวาย ไม่ร้องไห้เลย แค่ทรุดลงไปกองกับพื้นห้องคะ เข็มที่แทงอยู่ก็หลุดออกกับสายน้ำเกลือแต่ไม่รู้สึกเจ็บเลย มัวแต่สวมบทนางเอกลืมเจ็บไปซะงั้น

พอมองดูชัดๆที่บนตัวเค้า ก็เห็นรอยแดงๆจ้ำๆ หลายจุดตั้งแต่คอลงมาถึงหน้าอก และเค้าพูดขอโทษ เราก็มองไปบนที่นอนของเรา เห็นกางเกงในของผู้หญิงคนนั้นตกอยู่บนนั้น และเธอคนนั้นก็หยิบเสื้อผ้าเข้าไปแต่งตัว พอออกมาหล่อนก็นั่งไขว่ห้างลงบนที่นอนและถามเค้าว่า เค้าจะเลือกใครระหว่างหล่อนกับเรา ซึ่งยืนอุ้มท้องลูกของเค้าอยู่ (นางช่างกล้าถามมาก นับถือจริงๆ )

แต่เค้าก็ดันตอบได้น่า…มาก
ว่าเค้าไม่รู้จะเลือกใคร 😨 ผู้หญิงคนนั้นก็เดินเข้ามาตบหน้าเค้า ซึ่งจริงๆแล้วฉากนี้มันต้องเป็นเรานะที่ต้องโกรธและตบหน้าเค้า ไม่ใช่หล่อน

หล่อนโมโหที่เขาได้หล่อนแล้วจะไม่รับผิดชอบเลยตบเข้าให้เลย

ส่วนตัวเราก็ถามเค้าตรงๆว่า เอากันกี่รอบ เขาบอก 2 ไม่ได้ใส่ถุงอีกต่างหาก

เราก็ถามเค้าว่า เธอทำได้ยังไง รูปคู่ของเราก็ตั้งอยู่บนหัวเตียงขนาดนั้นเธอทำไมถึงไม่หยุดคิดสักนิด เค้าตอบกลับมาเบาๆว่า ก็มันมืดน่ะเค้ามองไม่เห็น👏👏👍👍 ชนะเริ่ดคะ
ปิดไฟเอากันมืดหมดเลยมองไม่เห็น สำนึกไม่ทัน จัดไปซะ 2 รอบ

หมดคำพูด เราเลยเดินแบกเหล็กห้อยน้ำเกลือ เดินเข้าไปหาแม่เขาว่าตอนนี้ เค้าเอาผู้หญิงมานอนที่ห้อง และเราคงจะไม่กลับมาอยู่บ้านเค้าอีกแล้ว

จากนั้นก็เดินข้ามถนนกลับไปรพ. พอถึงเตียงนอนเท่านั้นแหละคะ บ่อน้ำตานางเอกแตก ตอนที่อยู่ต่อหน้าพวกนั้นเราไม่มีน้ำตาเลยนะ ไม่ใช่ไม่อยากร้องแต่มันอึ้งจนร้องไม่ออก

พอตั้งสติได้ก็โทรบอกแม่กับพี่
ปรึกษากันว่าจะทำยังไงต่อไป
ระหว่างนั้น ช่วงค่ำเค้าก็มาหาเรา มาขอโทษขอให้เราอภัยและอย่าเลิกกับเค้าเลย เค้าจะเลิกกับผู้หญิงคนนั้น และเค้าได้ส่ง sms บอกผู้หญิงคนนั้นให้ไปซื้อยาคุมฉุกเฉินมากินด้วยถ้าไม่อยากท้องเพราะถ้าท้องเค้าก็ไม่รับเพราะเค้าบอกว่าลูกที่เค้าจะรับผิดชอบคือลูกของเรากับเค้าเท่านั้น ( แต่ท้ายที่สุด ก็ไม่เคยรับผิดชอบอะไรเลย 6 ปีแล้ว ที่ไม่เคยแม้แต่จะถามไถ่ถึงเรากับลูก ขนาดว่าเราพาลูกกลับมาเมืองไทย เค้าก็รู้นะแต่ไม่เคยคิดจะมาเยี่ยมหาลูกเลย)

loading...

ต่อจากตะกี้ เมื่อเค้าขอกลับตัวอีกครั้งเราก็นะยังมีความรักให้และกลัวลูกไม่มีพ่อ ( ความรักมันทำให้ตาบอด จนมองไม่เห็นความจริง )
ก็ได้ยอมให้อภัยเค้าและให้เค้าย้ายออกจากที่ทำงาน ( ที่เค้าเจอกับผู้หญิงคนนั้น)

พากันย้ายมาอยู่ถิ่นบ้านเรา เค้าก็ได้งานใหม่ และไม่มีเรื่องผู้หญิงอีกจนเราคลอดลูก

แต่เรื่องก็ยังไม่จบ เมื่อเค้าได้ขอไปบวชก็ดันได้ไปเจอ
น้องผู้หญิงที่ ได้ไปบวชโครงการแม่ชี แสนรูป ที่วัดเดียวกันอีก …..

มาต่อถึงเรื่องราวหลังจากที่ พวกเค้าได้ไปคบหากันสมใจแล้ว เราก็ได้แต่นั่งคิดว่าจะทำยังไงกับชีวิตของเราและลูกต่อไปดี เงินก็ไม่มี งานก็ออกไปทำไม่ได้ เพราะลูกยังเล็ก ไม่มีคนช่วยดูแลให้

แม่ก็ไปนวด( แม่เป็นหมอนวดแผนโบราณ)ช่วยหาเงินมาแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายให้เรากับลูก

จริงๆเรื่องราวมันยังมีให้ฟันฝ่าเยอะกว่านี้ แต่ขอเล่าข้ามเลยนะคะ

จนถึงลูกอายุได้ 1 ขวบกว่า ตอนนั้นเราจำเป็นต้องออกไปหางานทำแล้ว พอดีตอนนั้นพี่สาวเราก็พาไปสมัครงานร้านอาหารแห่งหนึ่งแถว ท่าแพ
ซึ่งตอนนั้นตั้งใจว่าจะไปสมัครเป็นเด็กล้างจาน แต่ทางเจ้าของร้านบอกมีเยอะแล้ว

ตอนนั้นก็นั่งเครียดเลยกลัวไม่ได้งาน แต่เจ้าของร้านก็ถามกลับมาว่า แล้วเรามีความสามารถพิเศษอะไรบ้างมั้ย เราก็เลยบอกว่า เราฟ้อนรำเป็น
เจ้าของร้านเลยบอกงั้นให้เรามาทดลองงาน เป็นนางรำของร้านดูก่อนสัก 1 อาทิตย์
( OMG!!! จากที่ตั้งใจจะไปเป็นเด็กล้างจาน ก็ได้เลื่อนขั้นไปเป็นนางรำ )

หลังจากวันนั้นก็ได้ไปทำงานช่วงค่ำเข้างาน หกโมงเย็น ถึง เที่ยงคืน ทางร้านก็จะจัดช่วง การแสดงโชว์ให้เราได้ทำการแสดงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มานั่งกินอาหารและนั่งดื่มได้รับชม ผ่านไป 1 อาทิตย์ เจ้าของร้านก็บอกเราผ่านการฝึกงาน และรับเราเข้าทำงานแบบตอกบัตรเข้างานเหมือนพนง.คนอื่นๆ

ช่วงเวลาที่ได้ทำงานอยู่ที่นั้นเวลาที่เราออกรำโชว์ จะมีลูกค้าคอยให้ทิป 10-20 บาท อยู่เป็นระยะ วันไหนได้ ทิปเราจะมีกำลังใจมาก เพราะเราจะมีเงินส่วนนี้ไว้เก็บซื้อนมซื้อของใช้ให้ลูกโดยที่ไม่ต้องรบกวนเงินแม่ของเรา

วันหนึ่งก็มีร้านผัดไท 5 รส
มาเปิดขายใกล้ๆห้องเช่าที่เราอยู่ ซึ่งทุกครั้งที่เดินผ่าน เราก็ได้แต่มองพร้อมสูดดมกลิ่นผัดไทไปด้วย ผัดไทห่อละ 20 บาท ตอนนั้นเราก็ยังไม่มีเงินพอที่จะซื้อมันกิน เพราะต้องประหยัดเซฟค่าใช้จ่ายทุกอย่างเพื่อลูก

แต่แล้ววันหนึ่งก็มีน้องสาว เป็นญาติกัน เค้าซื้อผัดไท 5 รส เจ้านั้นมาให้กิน ดีใจน้ำตาไหลเลย

เสื้อผ้าที่เราใส่ตอนนั้นก็เป็นเสื้อยืดที่คนอื่นเค้าไม่ใส่แล้วเอาให้
และกางเกงกีฬาที่เราเคยซื้ิอใส่จนต้องมัดหนังยางกันหลุด เพราะยางมันยืดหมดแล้ว

ส่วนเสื้อผ้าที่ใส่ไปรำ และเครื่องประดับ ก็ขอยืมจากน้องแถวบ้าน บอกเค้าว่าถ้าเราเงินเดือนออกก็จะซื้อเป็นของเราเอง จนกระทั่งเราทำงานได้ 1 เดือนกับ 2 อาทิตย์ ตอนนั้นลูกเราก็อายุ 1 ขวบ 3 เดือน

ก็ได้เจอผู้ชายคนที่ทำให้ชีวิตเราตอนนี้ สามารถกินผัดไท ได้ทั้งชีวิต

ขอท้าวความ ก่อนที่จะได้เจอ คนที่ทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนในครั้งนี้

เราเคยเกือบทำสิ่งที่ไม่ดี
เพราะตอนนั้นแม่เรามีหนี้สิน จากการที่เรามาเพิ่มภาระให้แม่
ลำพังเงินเดือนนางรำที่ได้ ก็แทบจะไม่พอใช้จ่าย เราก็อยากช่วยแม่ปลดหนี้สิน จึงได้ถามน้องคนนึงว่า เราต้องการทำงานที่หาเงินได้ง่ายและไว
น้องเค้าก็ถามว่าเราจะทำได้
เหรอให้เราคิดดูดีๆก่อนนะ ถ้าเราคิดดีแล้ว น้องเค้าถึงจะพาเราไปทำ ซึ่งตอนนั้นมันหมดหนทางแล้ว จึงได้ตกลงว่าจะไปทำ

จากนั้นน้องเค้าก็นัดให้เราไปคุยตกลงก่อนการเริ่มงาน
( ระหว่างนั้นเราก็ยังเป็นนางรำอยู่ที่ร้านอาหาร แต่พอเลิกงานเราก็มาหาน้องเค้าตามที่นัดไว้)

พอได้คุยกับเจ้าของร้านและงานที่เราจะต้องทำ เราเริ่มกลัว และคิดกังวลว่าเราจะทำได้จริงเหรอ มันแย่มากในความรู้สึกหากเราทำเราคงไม่กล้ากอดลูกน้อยของเราอีกแน่ๆ

คิดได้ถึงจุดนั้น เราก็ร้องไห้ขอร้องเจ้าของร้านว่า ให้เรากลับบ้านเถอะ เราไม่ทำแล้ว เรากลัวและไม่กล้าที่จะทำ

เจ้าของร้านก็ปล่อยให้เรากลับบ้านแต่โดยดี เราโล่งใจมากเลยตอนนั้น ที่ไม่ได้ตัดสินใจทำอะไรที่จะทำให้เรามองหน้าลูกไม่ได้อีกต่อไป
เช้าวันถัดมาเราก็บอกน้องคนที่พาเราไป ว่า เราไม่ได้ทำงานที่นั้นนะ น้องเค้าบอกโล่งอกที่เราไม่ทำ เพราะเค้าก็คงรู้สึกผิดหากเราทำ

เราเลยคุยกันว่า อยากไปไหว้พระขอพรเพื่อให้จิตใจสงบลงบ้าง น้องเค้าก็พาเราไปที่
วัดศรีสุพรรณ แถวถนนวัวลาย เชียงใหม่

ครั้งนั้นก็ได้มีโอกาสกราบขอพร องค์พระพิฆเนศ ระหว่างที่นั่งร้องไห้กราบขอพรนั้นก็คิดขอให้ท่านช่วยประทานพรขอให้เรามีวิธีช่วยแม่ปลดหนี้ หรือช่วยให้เราเจอคนที่จะช่วยให้เราปลดหนี้ได้โดยที่เราไม่ต้องไปทำงานที่ไม่ดี

หลังจากที่ได้ไปไหว้ขอพร
ผ่านไป 2 อาทิตย์ สิ่งที่เรา
ปราถนาก็สมดั่งใจ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าสิ่งที่เราขอพรจากท่านไปนั้น เราได้ปลดหนี้ให้แม่จนหมด …

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2011
ค่ำวันนั้นเรากำลังรำเพลง
พวงมาลัย และ ฟ้อนสาวไหม
ก็มีนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง ยืนถือกล้องถ่ายวีดีโอ อยู่มุมเสาของร้าน และยิ้มอย่างพอใจกับการแสดงของเรา

หลังจากโชว์เสร็จ นักท่องเที่ยวคนนั้นก็เลี้ยงดื่มให้เรา และเรียกมาถามว่า เราต้องการกินอาหารอะไรไหม เค้าให้เราสั่งกินดื่มได้เต็มที่เลย เค้าเลี้ยงเพราะพอใจกับการแสดงของเรา

ณ.ตอนนั้น รีบเลยคะ เปิดเมนูมองหาอาหารที่แพงที่สุด เพราะไม่เคยได้กินอาหารดีๆแพงๆ พอมีคนจะเลี้ยงก็เลยอยากลิ้มลองรสอาหารอร่อยๆ
กับเค้าบ้าง และแล้วก็ได้กินปลานึ่งมะนาว ราคา 120฿ (แพงสุดในเมนูตอนนั้น )
และยังสั่งอาหารอื่นๆอีก กินจนจะคลานกับไปรำต่อเลยคะ

แต่ไม่ลืมที่จะขอห่อกลับบ้านด้วย เค้าก็บอกสั่งได้เลยตามสบาย ว้าวคืนนั้นฟลุ๊คมากเจอนักท่องเที่ยวใจดี

หลังจากนั้นนักท่องเที่ยวคนนั้นก็มาที่ร้านทุกคืนเพื่อมาดูรำไทยของเรา และคืนวันที่ 17 เค้าก็ขอนัดเจอเราตอนกลางวัน
เราก็ตกลง เจอกันที่คาร์ฟูรแถวบ้าน แต่มีเพื่อนร่วมงานที่ร้านไปเป็นเพือนด้วย

เค้าก็พาไปชอปปิ้ง ให้เราซื้อของได้ตามใจชอบ
แต่สิ่งที่เราเลือกตอนนั้น คือพุ่งไปล็อคขายนมกับแพมเพิสก่อนเลยคะ ขนใส่รถเท่าที่ดูไม่น่าเกลียด ( แค่เกือบเต็มรถเข็น)

จากนั้นก็พากันกินข้าวแล้วแยกกันกลับ และแล้วคืนวันที่ 18 เค้าก็ให้ล่ามมาคุยกับเราบอกว่า อยากให้เราลาออกจากงาน
เราบอกว่าทำไมเราต้องออกเราต้องหาเงินใช้หนี้ให้แม่เราอีก

ล่ามก็บอกว่า เค้าชอบเราและไม่อยากให้เราทำงานที่นั้นแล้ว
หากเรามีหนี้สินที่ต้องจ่าย เค้าจะจ่ายให้เองทั้งหมด

ตกใจคะ ไม่คิดว่าเค้าจะชอบเราได้ขนาดนั้น แต่ด้วยความที่อยากปลดหนี้ เราก็ตกลงและลาออกจากงาน วันที่ 19 พวกเราเหมารถไปเที่ยวปางช้างลำปาง แต่ตอนที่รถมารับเราตามที่นัดกันไว้ ตอนนั้นเราตัดสินใจพาลูกไปเปิดตัวด้วย

ซึ่งเค้าก็ยอมรับลูกเราได้ และบอกว่าเค้าพร้อมจะรักและดูแลเรากับลูก ขอให้เชื่อใจเค้า
หลังจากนั้นไม่กี่วัน เค้าก็ได้ทำตามที่พูดไว้ นั้นคือการปลดหนี้สินให้แม่เราจนหมด

และก่อนที่เค้าจะกลับประเทศของเค้า ก็ได้คุกเข่าขอเราแต่งงาน ซึ่งในการขอครั้งแรก เรายังไม่ตกลงขอเวลาคิดก่อน เพราะกลัวและกังวลว่าจะโดนหลอกแต่งงานไปขายเหมือนที่เคยอ่านเจอในข่าว

พอครั้งที่2 เค้าใกล้จะกลับแล้วก็มานั่งคุกเข่าร้องไห้ ขอแต่งงานอีกครั้ง เราก็ดูมาเกือบ 2 เดือนระยะเวลาที่คบกัน เค้าไม่เคยล่วงเกินเราเลย ถึงแม้เค้าจะช่วยปลดหนี้แม่เรา หลักแสน
พาชอปปิ้ง พาเที่ยว แต่ก็ไม่เคยคิดจะล่วงเกินทำไม่ดีกับเรา

เราจึงยอมตกลงแต่งงานด้วย
เค้าก็กลับประเทศเพื่อไปยื่นเรื่องขอเอกสาร มาแต่งงานกับเราที่เมืองไทย จนเวลาผ่านไป เราและลูกก็ได้ทำเรื่องไปอยู่กับเค้าที่เยอรมัน

จนถึงตอนนี้ ก็ 4 ปีแล้ว ที่เราแต่งงานกับเค้า และตอนนี้ลูกเราก็ได้สัญชาติเยอรมัน ด้วยการจดทะเบียนรับรองบุตรบุญธรรมจากสามีเยอรมันของเรา ทุกวันนี้เธโอ ก็เรียนและใช้ชีวิตอยู่เยอรมัน และทุกๆปี พวกเราก็จะกลับมาเยี่ยมยายของ
เธโอ ชีวิตของพวกเราถึงแม้จะล้มลุกคลุกคลานไม่ได้
เพอร์เฟค ราบรื่น
แต่ด้วยความคิดที่ไม่ย่อท้อ และคิดกตัญญูกับแม่ของเราทำให้ชีวิตเราไม่ตกอับ เราเชื่อแบบนี้ถึงแม้จะเจอเรื่องอะไรเข้ามาทดสอบชีวิตของเราอีก แต่สิ่งเดียวที่เราจะปกป้องคือแม่และลูกของเรา ขอแค่ทั้ง 2 คนนี้ มีความสุขก็เท่ากับเราได้รับความสุขไปกับพวกเค้าแล้ว

เรื่องราวช่วงชีวิตที่เราเจอมา ก็มีมากมายจนเล่าไม่หมด ทั้งปัญหาเรื่องการปรับตัวและภาษาความคิด
กับสามีก็ทำให้มีทะเลาะกันบ้าง เรื่องแม่สามีก็มีไม่ต่างกับลูกสะไภ้กับแม่สามีคนไทย แต่เราก็สู้กับปัญหาเหล่า
นั้น ณ.วันนึ้เรากลับมาพักผ่อนกับลูกที่เมืองไทย อาทิตย์หน้าพวกเราก็จะกลับเยอรมันกันแล้ว
กลับไปต่อสู้ชีวิตกันต่อไป ทุกวันนี้มีความสุขที่ลูกได้กินอิ่มนอนหลับสบาย แม่อย่างเราก็พอใจมากแล้ว

เราไม่เคยสอนลูกให้เกลียดพ่อแท้ๆของเค้า
เพราะไม่อยากให้ลูกมีบาปทางความคิดติดตัว

ถ้าลูกโตจนรู้ความมากกว่านี้ ถึงตอนนั้นเค้าก็เข้าใจพอที่จะรับรู้ถึงเรื่องราวความหลังของพ่อกับแม่
และเราก็จะสอนลูกว่าอย่าเอาอย่างในสิ่งที่ไม่ดีที่พ่อเคยทำไว้.

ที่มา: Pantip
loading...

Post Author: admin